เปิดสูตรใหม่! ‘เอกนิติ’ เตรียมงัด พ.ร.ก.2516 คุมค่าการกลั่น สกัด War Premium ลดภาระ ปชช.

จับตาวันนี้! “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ประธาน คตร. เตรียมชง ครม.นัดพิเศษ รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ชี้ค่าการกลั่นปัจจุบันไม่สะท้อนต้นทุนจริง พร้อมจ่อใช้ พ.ร.ก.ปี 2516 คุมค่าการกลั่น สกัด War Premium และอิงต้นทุนจริงโรงกลั่น หวังพยุงราคาขายปลีกช่วยประชาชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 เม.ย. 2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผยผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า เตรียมนำผลการพิจารณาโครงสร้างราคาน้ำมันเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษในวันนี้ โดยถือเป็นการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 162 เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไขในภาวะฉุกเฉิน แม้โดยปกติรัฐบาลจะต้องแถลงนโยบายก่อนก็ตาม

ทั้งนี้สาระสำคัญที่ คตร. จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ คือ การขอความร่วมมือจากกลุ่มโรงกลั่นให้นำส่ง “กำไรส่วนเกิน” เข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อนำไปใช้บรรเทาราคาน้ำมันขายปลีกให้ประชาชน โดยเห็นว่าค่าการกลั่นที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอ ยังไม่สะท้อนราคาที่แท้จริง เนื่องจากเป็นราคาอ้างอิงในช่วงสถานการณ์สงคราม ซึ่งมีภาวะผิดปกติเกิดขึ้นจากภาวะขาดแคลนในตลาดโลก และการบวกค่า War Premium หรือค่าพรีเมียมจากสงครามเข้าไปในระบบราคา

นายเอกนิติระบุว่า ค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงมากในช่วงนี้มีสาเหตุหลักจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ การบวกค่า War Premium และการอิงราคาสิงคโปร์ ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อระดับราคาน้ำมัน อย่างไรก็ดีในส่วนของกรอบค่าการกลั่นที่จะต้องปรับลดลงนั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงเดือนเมษายนที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง จึงต้องนำตัวเลขจริงของทั้งเดือนมีนาคมและเมษายนมาประกอบการพิจารณา พร้อมให้แต่ละโรงกลั่นเปิดเผยข้อมูลจริงว่า มีราคาซื้อและราคาขายอยู่ที่ระดับใด

สำหรับแนวทางที่เตรียมเสนอในหลักการนั้น รัฐบาลต้องการเร่งช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด โดยยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างต้องอยู่บนฐานข้อมูลและความรอบคอบ ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สำหรับกรณีของเดือนเมีนาคมซึ่งมีข้อมูลครบถ้วนแล้วจะใช้แนวทางลักษณะเดียวกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน คือ ให้กระทรวงพลังงานเข้าไปเจรจากับโรงกลั่น เพื่อพิจารณาตัวเลขจริงและขอความร่วมมือนำผลประโยชน์ส่วนเกินกลับมาช่วยลดภาระของประชาชน

ส่วนแนวทางสำหรับเดือนเมษายนและระยะต่อไปนั้น คณะกรรมการได้หารือกันเมื่อวานนี้ และเห็นว่าสามารถใช้อำนาจตามพระราชกำหนดปี 2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีไว้ และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานสามารถกำหนดราคาได้ โดยจะใช้กลไกดังกล่าวในการกำหนดค่าการกลั่นสำหรับอนาคต

หากกรอบนโยบายผ่านความเห็นชอบในวันนี้แล้ว ในวันพรุ่งนี้(7 เม.ย.) จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เป็นการด่วน เพื่อใช้อำนาจตามพระราชกำหนดปี 2516 กำหนดค่าการกลั่นสำหรับรอบเดือนใหม่(เมษายนเป็นต้นไป)  โดยกรอบการพิจารณาจะอิงจากค่า War Premium และข้อมูลต้นทุนจริงจากโรงกลั่น เพื่อนำมากำหนดราคาขายหน้าโรงกลั่นอย่างเหมาะสม

ในส่วนของแนวคิดการกำหนดกรอบค่าการกลั่นแบบ “ceiling-floor” หรือการกำหนดเพดานและขั้นต่ำของค่าการกลั่นนั้น นายเอกนิติระบุว่า ในทางปฏิบัติทำได้ยากในภาวะสงคราม เนื่องจากความผันผวนของตลาดสูงมาก การกำหนดกรอบลักษณะดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความบิดเบือนและปัญหาตามมาได้ จึงเตรียมนำเสนอ “สูตรที่ดีกว่าและรอบคอบกว่า” โดยอิงจากต้นทุนที่แท้จริง และนำข้อมูลกำไรในอดีตมาใช้เป็นฐานมาตรฐานในการคำนวณ

ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าการกลั่นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาระดับ 14-16 บาทต่อลิตรนั้น ทางการชี้แจงว่าเป็นเพียง “ส่วนต่าง” ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไรสุทธิทั้งหมด เนื่องจากยังรวมต้นทุนวัตถุดิบและค่าพรีเมียมจากภาวะสงครามอยู่ด้วย โดยหากเทียบข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีในภาวะปกติ ค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ นายเอกนิติกล่าวว่า ตัวเลขค่าการกลั่น 14-16 บาทต่อลิตร เป็นเพียงตัวเลขอ้างอิง หรือ “ตัวเลขทิพย์” ในความหมายที่ว่า ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมดของต้นทุนในภาวะปัจจุบัน ขณะที่ตัวเลขในอดีตค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีจะอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาทต่อลิตร แต่ตัวเลขนี้ไม่สามารถนำมาใช้โดยตรงในปัจจุบันได้ เพราะต้องนำค่า War Premium มาพิจารณาประกอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการด้วย อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจากการสรุปข้อมูลต้นทุนจริงมี “ผลประโยชน์ส่วนเกิน” ที่สามารถนำมาปรับลดลงเพื่อช่วยบรรเทาภาระให้ประชาชนได้อีก

Back to top button