
บล.กรุงศรีชี้ SET สัปดาห์นี้แกว่งขึ้น ชู DOHOME-GULF-TRUE เด่น รับธีมสงคราม-รัฐบาลใหม่
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ประเมินดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้ 7-10 เม.ย. 2569 เคลื่อนไหวแบบ Sideways-Up แม้สงครามยังเสี่ยง แต่แรงหนุนจากรัฐบาลใหม่และธีมลงทุนในประเทศยังช่วยประคองตลาด ชู DOHOME, GULF และ TRUE เป็นหุ้นเด่น
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์วันที่ 7-10 เมษายน 2569 มีโอกาสเคลื่อนไหวในลักษณะ “Sideways Up” โดยให้แนวต้านไว้ที่ 1,477 และ 1,487 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,442 และ 1,431 จุด
ทั้งนี้ KSS ประเมินว่า แม้สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจากการที่สหรัฐฯ อาจเร่งโจมตีเพิ่มเติม แต่อีกด้านหนึ่งเริ่มมีสัญญาณบวกจากกรอบเวลาที่ยุติสงครามของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงการเริ่มเห็นทางออกของประเด็นการเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังมีแรงหนุนจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนหุ้นในธีมการลงทุนสำคัญ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน KSS แนะนำใช้ Barbell Strategy หรือกลยุทธ์จัดพอร์ตแบบสองขั้ว โดยแบ่งน้ำหนักลงทุนใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรก หุ้นที่ได้ประโยชน์จากสงครามและสะท้อนภาพบวกต่ออุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี เช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL กลุ่มพลังงาน เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กลุ่มอาหาร เช่น บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่ได้อานิสงส์จากราคาเหล็กขาขึ้น เช่น บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME และ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL
ส่วนกลุ่มที่สอง คือ หุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งซึ่งราคาหุ้นผันผวนจากปัจจัยสงคราม แต่คาดว่าจะกลับมาโดดเด่นภายใต้ธีมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี หรือ Infra Tech ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เช่น บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON, บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON และ บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET กลุ่มสื่อสาร เช่น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC รวมถึงกลุ่มธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB
KSS ระบุว่า หุ้นเด่นประจำสัปดาห์นี้ ได้แก่ DOHOME, GULF และ TRUE โดย DOHOME มีปัจจัยหนุนจากราคาเหล็กที่ปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ منذปี 2567 และบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากเหล็กราว 30% ของรายได้รวม ขณะที่ GULF ได้แรงหนุนจากธีมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี หลังรัฐบาลใหม่เริ่มเดินหน้านโยบายลงทุน ส่วน TRUE ได้รับแรงหนุนจากทั้งธีม Infra Tech และแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/2569 ที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อน
สำหรับรายการหุ้นเด่นเดือนเมษายน 2569 ประกอบด้วย TRUE, GULF, PTT, PTTGC, IVL, TOP และ THAI ขณะที่หุ้นเด่นสำหรับไตรมาส 2/2569 ได้แก่ ADVANC, AOT, BDMS, GPSC, GULF, IVL, PTT, PTTGC, THAI และ TRUE ส่วนหุ้นขนาดเล็กที่น่าสนใจ ได้แก่ AMATA, GUNKUL, CENTEL, BCH และ ITC
ในด้านปัจจัยที่ต้องติดตาม KSS ระบุว่า ตลาดยังให้น้ำหนักกับสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ/อิสราเอลและอิหร่าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และทิศทางการเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกันยังต้องจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนมีนาคมในวันที่ 10 เมษายน 2569 ซึ่งตลาดคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานคาดอยู่ที่ 2.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยต่างประเทศอื่นที่ต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือนเมษายน 2569 และตัวเลขเงินเฟ้อของจีนในวันที่ 10 เมษายน 2569 ขณะที่ปัจจัยในประเทศ นักลงทุนรอติดตามการแถลงนโยบายรัฐบาลใหม่ระหว่างวันที่ 7-9 เมษายน ซึ่ง KSS คาดว่าจะเป็นบวกต่อหุ้น 2 ธีมหลัก คือ กลุ่มบริโภคและบริการ และกลุ่มลงทุน เช่น นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า สื่อสาร รับเหมา และธนาคาร
ส่วนตัวเลขเงินเฟ้อไทยในวันที่ 7 เมษายน 2569 ตลาดคาดว่าจะขยายตัว 0.15% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้นของตลาดปี 2569 อยู่ที่ 95.05 บาทต่อหุ้น โดยกลุ่มที่มีการปรับประมาณการขึ้น ได้แก่ ปิโตรเคมี บริการเฉพาะทาง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกลุ่มที่ถูกปรับลดประมาณการลง ได้แก่ รับเหมาก่อสร้าง การเงิน และอาหาร
อย่างไรก็ตาม KSS ยังเตือนให้ติดตามทิศทาง Fund Flow อย่างใกล้ชิด หลังสัปดาห์ก่อนเงินทุนไหลออกจากตลาดเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นรวม 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยมีเงินทุนไหลออกสุทธิ 349.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการขายหุ้น 21.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขายพันธบัตร 328.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินบาทแข็งค่ามาอยู่บริเวณ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

