
KKPS หั่นเป้าจีดีพีไทยปี 69 เหลือ 1.3% ชี้สงครามอิหร่านดัน “เงินเฟ้อ” พุ่ง 3%
KKPS ประเมินสงครามอิหร่านซัดเศรษฐกิจไทย หั่นเป้า GDP ปี 2569 เหลือ 1.3% ดันเงินเฟ้อพุ่ง 3% กระทบท่องเที่ยว-ส่งออก ขณะที่หนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน คาดแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยเหลือ 0.75%
บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS เปิดเผยรายงานการประเมินทิศทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในอิหร่าน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflationary Pressures) ต่อเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและเงื่อนไขทางการเงินตึงตัวมากขึ้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างรุนแรงต่อประเทศไทยที่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก
จากปัจจัยความเสี่ยงดังกล่าว KKPS ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2569 ลงเหลือ 1.3% จากเดิมที่ประเมินไว้ 1.8% พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 3% จากเดิมที่คาดไว้เพียง 0.2% โดยการปรับสมมติฐานใหม่ในครั้งนี้ อ้างอิงจากการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ที่ประเมินว่าจะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มต้นปี 2569 ได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ประเมินว่าภาพรวมจะปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับของปี 2568 เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานที่สูงขึ้น การเดินทางที่หยุดชะงัก และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ถดถอยลง สถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังภาคธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก ซึ่งเป็นการขยายวงกว้างของผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มากกว่าเพียงแค่รายได้ทางตรงจากการท่องเที่ยว
ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกที่อยู่ในภาวะอ่อนแออยู่แล้ว จะต้องเผชิญอุปสรรคเพิ่มเติม โดย KKPS ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของการส่งออกไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงกำแพงภาษีที่สหรัฐอเมริกาบังคับใช้กับสินค้าจีน ซึ่งช่องทางดังกล่าวนี้กำลังมีความเสี่ยงสูงจากการถูกทางการสหรัฐฯ เปิดการสอบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) ว่าด้วยเรื่องการค้าของไทย ประกอบกับปัญหาความไม่สมดุลของดุลการค้าไทย-สหรัฐฯ ที่ขยายตัวมากขึ้น โดยมีราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเข้ามาเป็นปัจจัยซ้ำเติมจุดอ่อนเดิม
ส่วนของการบริโภคภาคครัวเรือน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานคิดเป็นสัดส่วนราว 14% ของค่าใช้จ่ายรวมของครัวเรือนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ประสบปัญหาทางการเงินตึงตัวและมีภาระหนี้สินในระดับสูงอยู่แล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่การลดลงของรายได้ที่แท้จริง (Real Disposable Incomes) ซ้ำเติมปัญหาปากท้องให้รุนแรงขึ้น
ด้านเสถียรภาพการคลังของประเทศ ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยปรับตัวเข้าใกล้เพดานตามกฎหมายที่ระดับ 70% ของ GDP แม้รัฐบาลจะพยายามผ่อนปรนให้ราคาพลังงานในประเทศปรับขึ้นตามกลไกตลาดและเน้นการให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม แต่พื้นที่ทางการคลังสำหรับการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมยังคงมีจำกัด โดยมีความสุ่มเสี่ยงที่มาตรการเยียวยาเพิ่มเติมอาจทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน หากไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับทิศทางนโยบายการเงิน แตกต่างจากช่วงวิกฤตในปี 2565 โดยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศและอัตราเงินเฟ้อก่อนเกิดสงครามยังอยู่ในระดับต่ำ
ทั้งนี้ KKPS คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดช่วงวิกฤต และอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 0.75% ภายในสิ้นปี 2569 ก่อนที่จะเริ่มกลับมาทบทวนปรับขึ้นอีกครั้งในปี 2570 เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของแบงก์ชาติในการรักษาสมดุลระหว่างผลกระทบทางเศรษฐกิจระยะสั้น กับการฟื้นฟูพื้นที่นโยบายทางการเงิน (Policy Space) ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

