
TU บวก 2% โบรกเชียร์ “ซื้อ” ลุ้น Q1 กำไรแตะ 1.18 พันล้าน โต 16% รับผลบวกปรับราคาสินค้า
TU ปรับตัวขึ้น 2% คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1,178 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากแรงหนุนการปรับราคาสินค้าและการเติบโตของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.00 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (7 เม.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ณ เวลา 10:40 น. อยู่ที่ระดับ 11.50 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 1.77% ราคาสูงสุด 11.50 บาท ราคาต่ำสุด 11.40 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 14.49 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของหุ้น TU ว่า จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,178 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อน อย่างไรก็ดี หากไม่รวมรายการพิเศษซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการภาษีรับกว่า 380 ล้านบาท คาดว่าจะมีกำไรปกติอยู่ที่ 782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อน แต่ลดลง 19% จากไตรมาสก่อน
ฝ่ายวิจัยระบุว่า กำไรปกติที่ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากการปรับราคาสินค้าเพื่อรองรับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ขณะที่การอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 เป็นไปตามปัจจัยฤดูกาล
ด้านรายได้คาดว่าจะอยู่ที่ 31,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 10% จากไตรมาสก่อน โดยการเติบโตเมื่อเทียบรายปีได้รับแรงหนุนจากทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงที่ยังขยายตัวได้ดีจากคำสั่งซื้อใหม่ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่กลุ่มอาหารทะเลแปรรูปและอาหารแช่แข็งได้รับอานิสงส์จากการปรับราคาสินค้าเพื่อรองรับภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เช่นกัน ส่วนการลดลงจากไตรมาสก่อนเป็นผลจากฤดูกาล โดยเฉพาะธุรกิจอาหารแช่แข็ง
สำหรับอัตรากำไรขั้นต้น คาดว่าจะอยู่ที่ 18.2% ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2568 แต่ลดลงจาก 18.8% ในไตรมาส 4/2568 เนื่องจากธุรกิจอาหารแช่แข็งมีอัตรากำไรขั้นต้นกลับเข้าสู่ระดับปกติ หลังจากอยู่ในระดับสูงในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารคาดว่าจะอยู่ที่ 4,577 ล้านบาท ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 6% จากไตรมาสก่อน ตามการลดลงของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างบริษัท ภายหลังโครงการ Sonar สิ้นสุดลง โดยปัจจุบันยังเหลือเพียงโครงการ Tailwind ที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2569
ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมคาดว่าจะอยู่ที่ 291 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 63% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ภาษีจ่ายซึ่งไม่รวมรายการพิเศษ คาดว่าจะอยู่ที่ 90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 182% จากไตรมาสก่อน จากเดิมที่ไตรมาส 1/2568 รับรู้เป็นรายได้ภาษีจำนวน 41 ล้านบาท
ด้านต้นทุนการผลิต ฝ่ายวิจัยระบุว่า เริ่มเห็นแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบบางรายการที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาปลาทูน่า ซึ่งในเดือนมีนาคมอยู่ที่ระดับ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อน อย่างไรก็ดี TU คาดว่าจะเริ่มรับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากปัจจุบันยังมีสต๊อกวัตถุดิบในต้นทุนต่ำอยู่
ทั้งนี้ หากต้นทุนปลาทูน่าที่สูงขึ้นเริ่มส่งผลกระทบ บริษัทมองว่าจะเป็นผลกระทบเพียงระยะสั้น เนื่องจากสามารถทยอยปรับราคาสินค้ากับคู่ค้าได้ เช่นเดียวกับต้นทุนอื่นที่เพิ่มขึ้น อาทิ เหล็ก และพลาสติก ซึ่งมีสัดส่วนราว 11% ของต้นทุนรวม และคาดว่าจะสามารถเจรจาปรับราคากับคู่ค้าได้เช่นกัน
ฝ่ายวิจัยยังระบุด้วยว่า TU จะติดตามสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิด โดยประเมินว่าราคาปลาทูน่าอาจมีรูปแบบใกล้เคียงกับปี 2566 ซึ่งยืนอยู่ในระดับ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน
อย่างไรก็ตาม กำไรปกติไตรมาส 1/2569 ที่คาดไว้คิดเป็นเพียง 17% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2569 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ที่ 4,721 ล้านบาท ทำให้ยังต้องติดตามผลกระทบจากสงครามอย่างใกล้ชิด รวมถึงประสิทธิผลของการปรับราคาสินค้าว่าจะเป็นไปตามที่ผู้บริหารคาดการณ์หรือไม่ จึงยังคงประมาณการกำไรทั้งปีไว้ตามเดิมในเบื้องต้น
สำหรับคำแนะนำการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น TU โดยให้ราคาเหมาะสมที่ 15.00 บาท อิงค่า PER ปี 2569 ที่ 13.5 เท่า ซึ่งเป็นการปรับไปใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี

