
2 โบรกเตือนหุ้น “โรงกลั่น” สะเทือน หลัง กบง.จ่อรีดกำไรส่วนเกิน 5–8 บาท/ลิตร
โบรกเกอร์ประสานเสียงเตือนระวังลงทุนหุ้นกลุ่มโรงกลั่น หลังที่ประชุม กบง. มีมติเรียกเก็บกำไรส่วนเกินเพิ่มเป็น 5-8 บาทต่อลิตร หวั่นกดดันค่าการกลั่นเสี่ยงติดลบและอาจถึงขั้นลดกำลังผลิต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS และบริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (TTB Wealth Securities) ได้ประเมินทิศทางเชิงลบต่ออุตสาหกรรมโรงกลั่น ภายหลังจากช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้โรงกลั่นนำส่งกำไรส่วนเกินเพิ่มเติม โดยปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นลงจากเดิม 2 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 5 บาทต่อลิตร ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไปจนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม และมีแนวโน้มที่จะพิจารณาปรับลดเพิ่มอีก 3 บาทต่อลิตร หลังวันที่ 9 พฤษภาคมเป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ยอดรวมการหักกำไรส่วนเกินสูงถึง 8 บาทต่อลิตร
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ KS ระบุว่า มติดังกล่าวถือเป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มโรงกลั่น เนื่องจากการนำส่งกำไรส่วนเกิน 5 บาทต่อลิตรนั้น เทียบเท่ากับค่าการกลั่น (GRM) ที่หายไปประมาณ 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ฝ่ายวิจัยประเมินว่าค่าการกลั่นของโรงกลั่นไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าการกลั่นที่ถูกจำกัดเพดาน (Capped GRM) จะยังคงแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 12-16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการเรียกเก็บเพิ่มเป็น 8 บาทต่อลิตร จะเทียบเท่ากับค่าการกลั่นที่ลดลงเกือบ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในขณะที่ปัจจุบันต้นทุนค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบรุนแรงจนทำให้ค่าการกลั่นพลิกกลับมาติดลบได้ ซึ่งปัจจัยกดดันนี้อาจนำมาสู่การพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตของผู้ประกอบการในอนาคต
ขณะเดียวกัน TTB Wealth Securities ประเมินสอดคล้องกันว่า มติของ กบง. ที่เตรียมปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นรวมสูงสุดถึง 8 บาทต่อลิตรนั้น เป็นระดับที่สูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะสร้างความเสี่ยงขาลง (Downside) อย่างมีนัยสำคัญต่อหุ้นในกลุ่มโรงกลั่น ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองบริษัทหลักทรัพย์จึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนหุ้นกลุ่มโรงกลั่นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP

