
“ฟินันเซีย” ชู MTC เด่นรับสินเชื่อ Q2 ฟื้น เคาะเป้า 46 บาท
บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ "ซื้อ" MTC เคาะเป้า 46 บาท หลังโชว์กำไรไตรมาส 1/69 นิวไฮ 1.83 พันล้านบาท โต 16% แม้คุณภาพสินทรัพย์-สินเชื่อแผ่วลงบ้าง แต่มองราคาหุ้นร่วง 22% สะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว คาด Q2 โตต่อ
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2569 ไว้ที่ 46.00 บาท อิงวิธี GGM ที่ P/BV 1.94 เท่า (กำหนด LT-ROE ที่ 16.4% และ COE ที่ 9.9%) แม้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 จะออกมาตามคาด แต่ภาพรวมคุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวด้อยลงบ้าง เนื่องจากความพยายามในการบริหารจัดการไม่ให้สินเชื่อหดตัว ด้วยการลดการขายหนี้ลงในงวดนี้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยลบเชิงจิตวิทยาต่อราคาหุ้นในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม จากการปรับฐานอย่างมีนัยสำคัญของราคาหุ้น MTC ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งปรับตัวลดลงกว่า 22% ถือว่าได้สะท้อนความกังวลไปมากแล้ว ทั้งประเด็นคุณภาพสินทรัพย์และการเติบโตของสินเชื่อที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาหุ้นปัจจุบันมีค่า P/BV ที่ 1.2 เท่า เมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ปี 2569 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 16.4% จึงมองว่า MTC ยังมีความน่าสนใจในการลงทุน
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/2569 MTC ประกาศกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ที่ระดับ 1.83 พันล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 16.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ราว 3% และคิดเป็นสัดส่วน 24% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2569 โดยธุรกิจหลักส่วนใหญ่เป็นไปตามคาด แม้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรอง (PPOP) จะอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) และรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงตามการเติบโตของสินเชื่อที่ยังคงแผ่วตัว ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-income ratio) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 48.81% จากระดับ 47.20% ในไตรมาส 4/2568
ทางด้านสินเชื่อในไตรมาส 1/2569 มีการเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยขยายตัวเพียง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 9.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการจัดเก็บหนี้ที่ดีกว่าคาดในช่วงที่มีการเลือกตั้ง แม้ว่า MTC จะลดการขายหนี้ลงเพื่อช่วยพยุงการเติบโตของสินเชื่อก็ตาม ขณะที่ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Loan spread) ปรับตัวลดลงเหลือ 12.69% เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อ (Loan yields) ปรับตัวลดลงเร็วกว่าต้นทุนทางการเงิน ทั้งนี้ คาดว่าผลบวกจากต้นทุนทางการเงินจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังจากที่หุ้นกู้มูลค่ากว่า 1.60 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 2/2569 จะถูกนำไปรีไฟแนนซ์ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง
ในส่วนของคุณภาพสินทรัพย์ ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเชิงลบเล็กน้อย จากตัวเลขสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Gross NPLs), สินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2 loans) และอัตราส่วน NPL ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการขายหนี้ที่ลดลงและการขยายตัวของสินเชื่อที่ยังคงเติบโตช้า อย่างไรก็ตาม ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECLs) ปรับตัวลดลงตามคาด ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit costs) ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.14% จากระดับ 2.59% ณ สิ้นปี 2568 ทว่าอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ได้ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 141.9% จากระดับ 143.0% ณ สิ้นปี 2568
นอกจากนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงประมาณการกำไรสุทธิของ MTC ในช่วงปี 2569-2571 โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) อยู่ที่ระดับ 12.4% ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตของสินเชื่อ ที่จะผลักดันให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การคาดการณ์ว่าส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Loan spread) จะทรงตัวอยู่ในระดับราว 13% ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 คาดการณ์ว่าจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการเร่งตัวขึ้นของสินเชื่อ เนื่องจากประเมินว่าการจัดเก็บหนี้อาจไม่ดีเท่ากับช่วงไตรมาส 1/2569 ผนวกกับจำนวนวันทำการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเข้ามาช่วยชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit costs) ที่มีแนวโน้มจะเร่งตัวขึ้นได้อีกครั้ง

