
“ฟินันเซีย” แนะซื้อ CENTEL เป้า 43 บาท มองกำไรปลายปีนี้ฟื้น
บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ “ซื้อ” CENTEL เป้า 43 บาท แม้ผู้บริหารปรับลดเป้ารายได้ปี 69 เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลางและกำลังซื้อชะลอตัว คาดกำไร Q2 อ่อนตัวลง ก่อนฟื้นตัวเด่นปลายปี มองระยะยาวยังแกร่ง
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ของ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 43 บาท แม้ผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 จะออกมาโดดเด่น แต่บรรยากาศการประชุมเป็นไปในทิศทางที่เป็นกลาง เนื่องจากผู้บริหารมีความระมัดระวังมากขึ้น พร้อมทั้งประกาศปรับลดเป้าหมายรายได้ของปีนี้ลง
สำหรับทิศทางธุรกิจโรงแรม โมเมนตัมของยอดจองห้องพักเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน หลังจากที่อ่อนตัวลงในเดือนเมษายน โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เดือนเมษายนของโรงแรมในประเทศไทยปรับตัวลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (แต่หากไม่รวมโรงแรมที่ปิดปรับปรุงจะเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) ขณะที่โรงแรมในมัลดีฟส์ลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ที่อ่อนตัวลง แม้ว่าโรงแรมแห่งใหม่จะมีอัตราการเข้าพัก (OCC) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม อย่างไรก็ดี ยอดจองห้องพักในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าโรงแรมในไทยจะกลับมาเติบโตในระดับเลขหลักเดียว (Single digit) และมัลดีฟส์จะกลับมาเติบโตในระดับเลขสองหลัก (Double digit)
ส่วนสถานการณ์โรงแรมในเมืองดูไบ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ RevPAR ในเดือนเมษายนลดลงอย่างรุนแรงถึง 81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอัตราการเข้าพักในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมลดลงเหลือเพียง 25-35% จากระดับปกติที่ 80-90% อย่างไรก็ตาม CENTEL ยังสามารถรักษาอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ให้เป็นบวกได้ ผ่านการควบคุมต้นทุนและการบริหารกำลังคนอย่างเข้มงวด โดยคาดว่าสถานการณ์จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 ซึ่งคาดว่าอัตราการเข้าพักจะยืนอยู่ระดับ 50-60% และจะทยอยกลับเข้าสู่ระดับปกติที่ 80-90% ได้ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569
ขณะที่ภาพรวมธุรกิจโรงแรมในมัลดีฟส์ยังคงมีการเติบโตของอัตราการเข้าพักจากโรงแรมใหม่ แม้จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ด้านโรงแรมในประเทศไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ได้รับแรงหนุนจากกลุ่มลูกค้าการจัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) ทั้งนี้ CENTEL ยังคงเดินหน้าเปิดโรงแรมแห่งใหม่ตามแผนงานเดิมที่วางไว้ และให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านธุรกิจอาหาร เริ่มเผชิญกับแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนตัวลง ส่งผลให้อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในเดือนเมษายนลดลง 1-2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งทางผู้บริหารมองว่าผลกระทบด้านอุปสงค์ (Demand impact) ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญมากกว่าปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เลือกใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเมนูอาหารและโปรโมชัน เพื่อรักษาขนาดการใช้จ่ายต่อบิล (Ticket size) และอัตรากำไร แทนการปรับขึ้นราคาสินค้าโดยตรง พร้อมทั้งเน้นขยายแบรนด์ร้านอาหารที่มีอัตรากำไรสูง เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
จากปัจจัยท้าทายต่างๆ ส่งผลให้ CENTEL ตัดสินใจปรับลดเป้าหมาย (Guidance) ของปี 2569 ลง เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น โดยในส่วนของธุรกิจโรงแรม (รวมธุรกิจร่วมค้าและดูไบ) ได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของรายได้ลงเหลือ 5-7% (จากเดิม 14-15%) พร้อมปรับลดเป้าหมายอัตราการเข้าพักลงเหลือ 70-75% (จากเดิม 75-78%) และปรับลด RevPAR ลงเหลือ 4,300-4,500 บาท (จากเดิม 4,600-4,800 บาท) ส่วนธุรกิจอาหารได้ปรับลดเป้าหมายยอดขายสาขาเดิมลงเหลือระดับทรงตัว (จากเดิมคาดโต 3-5%) และคาดการณ์ยอดขายรวมของธุรกิจร้านอาหารจะอยู่ที่ 13,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์ที่ชะลอตัวลง
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินว่า กำไรของ CENTEL ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 จะปรับตัวลดลงทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงในช่วงที่มีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประกอบกับต้นทุนราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรก จะเป็นส่วนช่วยรองรับการเติบโตของกำไรปกติทั้งปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะยังคงเติบโตได้ 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้แนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี 2569 จะยังคงอ่อนแอ แต่คาดว่ากำไรจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4 ตามทิศทางการฟื้นตัวของการเดินทางท่องเที่ยว หลังจากปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มผ่อนคลายลง ขณะที่แนวโน้มการเติบโตในระยะยาวยังคงมีความแข็งแกร่ง จากแผนการขยายธุรกิจและการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ฝ่ายวิเคราะห์จึงคงราคาเป้าหมายอิงวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ไว้ที่ 43 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ปี 2569 ที่ 29 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง ขณะที่ราคาหุ้นในปัจจุบันยังคงซื้อขายอยู่ในระดับต่ำที่ 21 เท่า (-1.0SD)

