
PROSPECT ชู Industrial REIT หลุมหลบภัยตลาดผันผวน ปันผลสม่ำเสมอ
PROSPECT REIT เผยกำไรไตรมาส 1/69 โต 6.69% แตะ 173.85 ลบ. อัตราเช่าพุ่ง 96.52% เคาะปันผล 0.2175 บาท พร้อมปรับแผนจ่ายปันผลเป็นรายเดือน จ่อเพิ่มทุนครั้งที่ 3 ลุยซื้อ BFTZ 4 ดันสินทรัพย์แตะหมื่นห้าพันลบ.
นางสาวอรอนงค์ ชัยธง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรอสเพค รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ พรอสเพค โลจิสติกส์และอินดัสเทรียล หรือ PROSPECT REIT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 297.94 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.50 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 173.85 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.69 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ทั้งนี้ PROSPECT REIT ยังคงสามารถรักษาความแข็งแกร่งของอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) ให้อยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 96.52 ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพและคุณภาพของโครงการภายใต้กองทรัสต์ทั้ง 5 โครงการ ที่ตั้งอยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ย่านบางนา-ตราด กม.19-23 จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมทั้งได้รับสิทธิประโยชน์จากเขตปลอดอากร (Free Zone) ที่มีความต้องการเช่าพื้นที่คลังสินค้าและโรงงานอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยกองทรัสต์เตรียมเดินหน้าเพิ่มทรัพย์สินใหม่เข้าพอร์ตเพื่อรับอานิสงส์จากการขยายตัวของการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติการจ่ายประโยชน์ตอบแทนสำหรับผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 ปี 2569 ในอัตรา 0.2175 บาทต่อหน่วยทรัสต์ โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินในวันที่ 16 มิถุนายน 2569
นางสาวอรอนงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการเติบโตที่เป็นไปตามความคาดหมาย แม้ว่าอัตราการเช่าจะปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย เนื่องจากมีผู้เช่าบางส่วนที่อยู่ในช่วงครบกำหนดสัญญาเช่า แต่บริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถหาผู้เช่ารายใหม่เข้ามาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของทำเลยุทธศาสตร์ คุณภาพและความหลากหลายของรูปแบบอาคาร รวมถึงผู้เช่าส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 72 เป็นการใช้งานอาคารประเภทโรงงาน จึงส่งผลให้สามารถรักษาอัตราการเช่าให้อยู่ในระดับสูงกว่าร้อยละ 90 ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและแนวโน้มต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้เช่าอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กองทรัสต์ยังคงมีเสถียรภาพจากรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่ชัดเจน ซึ่งมาจากสัญญาเช่าระยะยาวที่มีอายุเฉลี่ย 3 ปี ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแผนงานที่วางไว้
นอกจากนี้ PROSPECT REIT ได้ประกาศปรับเปลี่ยนรอบการจ่ายประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ จากเดิมที่จ่ายเป็นรายไตรมาส เปลี่ยนเป็นการจ่ายแบบ “รายเดือน” เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพในการสร้างรายได้ที่มั่นคงจากทรัพย์สินหลัก และเป็นการเสริมสภาพคล่อง ตลอดจนสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ โดยจะเริ่มดำเนินการจ่ายเงินเป็นรายเดือนตั้งแต่รอบผลการดำเนินงานของเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 กองทรัสต์เตรียมเดินหน้าดำเนินการเพิ่มทุนครั้งที่ 3 เพื่อเข้าลงทุนเพิ่มเติมในโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 4 (BFTZ 4) อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีพื้นที่ให้เช่ารวม 187,949 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นอาคารโรงงานสำเร็จรูปและคลังสินค้าจำนวน 31 หลัง รวมทั้งสิ้น 101 ยูนิต โดยมีพื้นที่ครอบคลุมทั้งเขตประกอบการทั่วไป (General Zone) และเขตปลอดอากร (Free Zone) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่ทั้งหมด ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันอยู่ในระหว่างขั้นตอนการเตรียมความพร้อมเพื่อเสนอขายหน่วยทรัสต์ ทั้งนี้ การลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้จะมีมูลค่ารวมไม่เกิน 5,040 ล้านบาท ซึ่งภายหลังจากการลงทุนแล้วเสร็จ จะผลักดันให้มูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทรัสต์เติบโตจากปัจจุบันที่ 10,064 ล้านบาท เพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 15,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังคงเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน แต่ภาคอุตสาหกรรมยังคงมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนผ่านข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ระบุว่า ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 624 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 1,016,962 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ตัวเลขเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีการขยายตัวในทิศทางเดียวกัน โดยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 427 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 965,869 ล้านบาท ตอกย้ำให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในหมุดหมายการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ความต้องการเช่าพื้นที่คลังสินค้าและโรงงานปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์ EEC และภาคกลาง
“บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาบทบาทการเป็นผู้จัดการกองทรัสต์มืออาชีพ (Professional REIT Manager) โดยดำเนินงานตามกลยุทธ์การลงทุนในทรัพย์สินที่มีคุณภาพ เพื่อส่งต่อผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหน่วย ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน กองทรัสต์ประเภทอุตสาหกรรม (Industrial REIT) ยังคงเป็นทางเลือกการลงทุนที่สามารถช่วยกระจายความเสี่ยง พร้อมทั้งสร้างกระแสเงินสดและเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ” นางสาวอรอนงค์ กล่าวทิ้งท้าย

