
STPI กำไรไตรมาส Q1 ลดฮวบ 80% เหลือ 24.53 ล้านบาท เหตุรายได้ขาย-บริการหด
STPI รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 24.53 ล้านบาท ลดลง 80% จากปีก่อน หลังรายได้จากงานขายและบริการลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการสิ้นสุดงานรื้อถอนแท่นขุดเจาะน้ำมัน ขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายบางส่วนเพิ่มขึ้น แม้ยังมีรายได้จากอัตราแลกเปลี่ยนและส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้าเข้ามาช่วยพยุงผลการดำเนินงานบางส่วน
บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ STPI รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

บริษัทฯ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 24.53 ล้านบาท ลดลง 80.32% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 124.59 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการดำเนินงานลดลง และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวลงจากสัดส่วนรายได้งานขายและบริการที่ลดลง หลังงานบริการรื้อถอนแท่นขุดเจาะน้ำมันดำเนินการแล้วเสร็จในไตรมาส 4/2568
ทั้งนี้ ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 617 ล้านบาท ลดลง 173 ล้านบาท หรือ 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 791 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายและบริการลดลง 185 ล้านบาท หรือ 71% เนื่องจากงานบริการรื้อถอนแท่นขุดเจาะน้ำมันเสร็จสิ้นไปแล้ว ขณะที่งานประเภทเดียวกันซึ่งบริษัทลงนามสัญญาในช่วงต้นปี 2569 คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในไตรมาส 3/2569 ส่วนรายได้จากงานอื่น ๆ ได้แก่ งานรับจ้างผลิต การขายและบริการเกี่ยวกับไฟฟ้า และการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน
สำหรับต้นทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 518 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นประมาณ 100 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 16% ของรายได้ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีอัตรากำไรขั้นต้น 39% เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากการขายและบริการ
ซึ่งเป็นงานที่บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างดี ลดลง ประกอบกับงานรับจ้างผลิตในโครงการหลักมีค่าใช้จ่ายเร่งงานช่วงท้ายโครงการ แต่ยังไม่สามารถรับรู้รายได้บางส่วนได้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดี บริษัทอยู่ระหว่างการตกลงค่าเร่งงานดังกล่าวกับลูกค้า ซึ่งจะสามารถเรียกเก็บได้เมื่อครบเงื่อนไขในไตรมาสถัดไป
นอกจากนี้ ปริมาณงานที่ไม่เต็มกำลังการผลิตส่งผลให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายโรงงานที่ไม่ปันส่วนเข้าต้นทุนการรับจ้างผลิตจำนวน 59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 54% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารอยู่ที่ 108 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29 ล้านบาท หรือประมาณ 37% จากปีก่อน เนื่องจากมีค่าที่ปรึกษากฎหมาย และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมโรงไฟฟ้าขยะชุมชน เพื่อเตรียมเปิดดำเนินการขายไฟเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม บริษัทรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 86 ล้านบาท พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รับรู้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 3 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เกิดจากการปรับปรุงมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวด
ขณะเดียวกันบริษัทตั้งสำรองผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ทางการเงินจำนวน 19 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ตั้งสำรอง 62 ล้านบาท และมีต้นทุนทางการเงิน 43 ล้านบาท ลดลง 11 ล้านบาท หรือประมาณ 20% สอดคล้องกับเงินกู้ยืมระยะยาวที่ลดลงจากการทยอยชำระคืนเงินกู้ของกลุ่มบริษัท
ด้านเงินลงทุนในการร่วมค้า บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจำนวน 62 ล้านบาท พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน 16 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากโครงการ Monsoon โรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 600 เมกะวัตต์ในประเทศลาว ซึ่งเริ่มผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้ตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 โดยไตรมาส 1 เป็นช่วงที่ปริมาณลมอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้ผลประกอบการของโครงการกลับมาเป็นบวก เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ยังมีเพียงค่าใช้จ่ายในการบริหารและต้นทุนทางการเงินในระหว่างการก่อสร้าง
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ STPI มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทในไตรมาส 1/2569 จำนวน 24.53 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 124.59 ล้านบาท หรือคิดเป็นการลดลงประมาณ 80%
