“บัวหลวง” เคาะเป้า SET ปีนี้ 1,550 จุด ชี้งบ บจ. ไตรมาส 1 โตทะลุเป้า

“บล.บัวหลวง” ชี้กำไร บจ. ไตรมาส 1/69 เซอร์ไพรส์ตลาด ทะลุ 3.44 แสนล้านบาท กลุ่มพลังงาน-เทคโนโลยีโตเด่น คาดไตรมาส 2 ขยายตัวต่อ พร้อมเคาะเป้า SET ปีนี้ 1,550 จุด ชู GULF-AMATA เด่นสุด


นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐานสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/2569 ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยกำไรสุทธิรวมของหุ้นที่อยู่ในความครอบคลุมของฝ่ายวิจัยอยู่ที่ 344,207 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 56% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 14.7% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดตั้งความหวังไว้ต่ำเกินไปในช่วงก่อนหน้านี้

โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมี ในขณะที่รายได้ของกลุ่มสื่อสารยังคงเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องจากบริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต ประกอบกับต้นทุนโครงข่ายที่ลดลง รวมถึงความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษ พบว่ากำไรหลักของหุ้นในความครอบคลุมยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 45% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัยราว 18% นอกจากนี้ สัดส่วนของบริษัทที่ประกาศกำไรออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์มีมากถึง 59% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตโควิด-19 ขณะที่อัตราส่วนหุ้นที่มีผลประกอบการดีกว่าคาดเมื่อเทียบกับแย่กว่าคาด (Beat-to-miss ratio) อยู่ที่ระดับ 6.8 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณากำไรแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities) ทำผลงานโดดเด่นที่สุดในไตรมาสนี้ โดยมีกำไรสุทธิสูงถึง 107,072 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 77% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากอานิสงส์ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังคงทำกำไรสูงเป็นอันดับสองที่ 70,503 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับ กลุ่มพาณิชย์ (Commerce) มีกำไรสุทธิ 22,881 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 34% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ด้านกลุ่มขนส่ง (Transportation) มีกำไรสุทธิ 22,910 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่พุ่งแรงถึง 128% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนกลุ่มสื่อสาร (Communication) มีกำไรสุทธิ 21,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะลดลงเล็กน้อย 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้บริการที่เติบโตและรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ (ARPU) ที่ปรับเพิ่มขึ้นราว 4-5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นธีมเด่นของตลาด นำโดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Components) ที่มีกำไรสุทธิ 10,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 28% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่มียอดขายสินค้า Power Electronics เพิ่มขึ้น 90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสินค้ากลุ่ม Infrastructure สำหรับ Data Center เพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center คิดเป็น 66% ของรายได้รวม

ส่วนของ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (Construction Materials) มีกำไรสุทธิ 9,867 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 131% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาปูนและส่วนต่างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) มีกำไรสุทธิ 15,331 ล้านบาท ลดลง 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกลุ่มเกษตร (Agribusiness) มีกำไรสุทธิ 1,688 ล้านบาท ลดลง 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแรงกดดันของราคาเนื้อสัตว์ที่ลดลง ด้านกลุ่มการแพทย์ (Health Care) มีกำไรสุทธิ 7,386 ล้านบาท ลดลง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงถึง 42% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากการชะลอตัวของผู้ป่วยชาวกัมพูชาและผู้ป่วยชาวไทยที่ชำระเงินเองในโรคที่ไม่เร่งด่วน

ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวและสันทนาการ (Tourism & Leisure) มีกำไรสุทธิ 4,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะลดลง 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดย BLS ระบุว่ารายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPar) ยังเติบโตได้ดีในหลายบริษัท เช่น บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ในขณะที่บางรายยังคงอ่อนตัว เช่น บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC

นายพิริยพล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวโน้มกำไรในไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี หลังจากค่าการกลั่นเฉลี่ยในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ปรับตัวขึ้นสูงถึง 25.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 366% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม แม้ผลประกอบการไตรมาส 1 จะออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ทาง BLS ประเมินว่าอัพไซด์ของตลาดหุ้นไทยยังคงมีจำกัด โดยให้เป้าหมายดัชนี SET ในช่วงปลายปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1,550 จุด พร้อมเตือนว่าผลกระทบจากต้นทุนใหม่อาจเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นในไตรมาส 3/2569 ส่งผลให้ภาพรวมตลาดยังคงมีลักษณะการลงทุนแบบ “เลือกเป็นกลุ่ม เลือกเป็นตัว” มากกว่าการปรับตัวขึ้นทั้งกระดาน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ”บล.บัวหลวง” ยังคงให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มผู้นำที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยแนะนำหุ้นเด่น ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ขณะที่หุ้นที่คาดว่ารายได้และกำไรจะยังเติบโตได้ต่อเนื่องในไตรมาส 2/2569 ได้แก่ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN

“งบไตรมาส 1/2569 ของตลาดหุ้นไทยสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีแรงส่งหลักจากกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี สื่อสาร และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กลุ่มอาหารและโรงพยาบาลยังเป็นจุดอ่อน อย่างไรก็ตาม ดัชนีตลาดยังมีอัพไซด์จำกัด และจะเดินหน้าในรูปแบบกระจุกตัว โดยหุ้นผู้นำยังเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและกระแสเงินลงทุนต่างชาติเป็นสำคัญ” นายพิริยพล กล่าวทิ้งท้าย

Back to top button