
KKP แนะซื้อ SAWAD เป้า 30 บาท รับกำไรไตรมาส 1 โตแตะ 1.34 พันลบ.
“บล.เกียรตินาคินภัทร” เชียร์ซื้อ SAWAD เคาะเป้า 30 บาท หลังโชว์ผลงานไตรมาส 1/69 ฟื้นตัวแกร่ง กวาดกำไรสุทธิ 1.34 พันล้านบาท เติบโต 22% รับอานิสงส์ตั้งสำรองลด-สินเชื่อจำนำทะเบียนโตเด่น
บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ออกมาตามที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยสะท้อนภาพรวมธุรกิจที่กำลังกลับเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง (Recovery on track) ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น SAWAD โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 30.00 บาท จากราคาปัจจุบันที่ระดับ 22.30 บาท
สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 SAWAD รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.34 พันล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ หากไม่รวมผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาด (MTM) จากหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI จำนวน 5 ล้านบาท SAWAD จะมีกำไรปกติอยู่ที่ 1.35 พันล้านบาท โดยปัจจัยหนุนหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตมาจากการลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึด, การตั้งสำรองที่ลดลง, ประสิทธิภาพการติดตามหนี้ที่ดีขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวลดลง ซึ่งกำไรสุทธิในไตรมาสดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23 ของประมาณการกำไรทั้งปี
ด้านยอดสินเชื่อรวมของกลุ่มบริษัทกลับมาขยายตัวได้ร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการกลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส โดยพบว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของ บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 จำกัด (มหาชน) หรือ SCAP เริ่มทรงตัวได้เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนสัญญาณการหดตัวของพอร์ตที่ใกล้จะสิ้นสุดลง ขณะที่สินเชื่อจำนำทะเบียนรถสามารถขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้น โดยเติบโตถึงร้อยละ 8.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (เทียบกับระดับร้อยละ 6.7 ในไตรมาส 4/2568) ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่าเมื่อแรงกดดันจาก SCAP หมดไป จะเห็นการเติบโตของสินเชื่อรวมทั้งกลุ่มที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรวมในปี 2569 ไว้ที่ระดับร้อยละ 6
ทั้งนี้ ส่วนของคุณภาพสินทรัพย์และการควบคุมหนี้เสีย (NPLs) ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้หนี้เสียจะขยับขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 1.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.9 ของสินเชื่อรวม ซึ่งเป็นผลจากการตัดหนี้สูญ (Write-offs) ที่ลดลง โดยจากยอดหนี้เสียทั้งหมด 3.66 พันล้านบาทนั้น สัดส่วนร้อยละ 62 มาจากพอร์ตของ SAWAD (หากไม่รวม SCAP พอร์ตเดี่ยวของ SAWAD จะมีหนี้เสียอยู่ที่ร้อยละ 3.6) ขณะเดียวกัน สินเชื่อในกลุ่ม Stage 2 ปรับตัวลดลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และอัตราการเกิดหนี้เสียใหม่ (New NPL formation) ปรับตัวดีขึ้นลงมาเหลือร้อยละ 2.3 จากร้อยละ 3.1 ในไตรมาส 4/2568 ด้านค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรอง (ECL) ปรับลดลงร้อยละ 7 ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.2 ขณะที่อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Loan-loss coverage ratio) ยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ที่ระดับประมาณร้อยละ 59
นอกจากนี้ มาร์จิ้นของบริษัทยังปรับตัวกว้างขึ้น โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้น 0.44% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 14.6 ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากการลดลงของต้นทุนทางการเงิน (Cost of funds) ที่ปรับตัวลงถึง 0.28% ขณะที่ผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อ (Lending yield) ปรับตัวดีขึ้น 0.56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามสัดส่วนของพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนที่เพิ่มสูงขึ้น
ทางด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) ปรับลดลงถึงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากผลขาดทุนจากการขายและด้อยค่าของรถยึดปรับตัวลดลงเหลือ 30.9 ล้านบาท จาก 291 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 1/2568 ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-income หรือ C/I ratio) ของ SAWAD หากไม่รวมผลกระทบจากผลขาดทุนรถยึด ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับร้อยละ 47 ในไตรมาส 1 ของปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ยังคงประมาณการเดิม โดยคาดหวังว่าจะได้เห็นการขยายตัวของสินเชื่อที่แข็งแกร่งขึ้น และจะได้รับผลกำไรจากการรีไฟแนนซ์ที่เพิ่มมากขึ้นในไตรมาสถัดๆ ไป พร้อมทั้งประเมินคาดการณ์กำไรสุทธิของ SAWAD ในปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 5,718 ล้านบาท และคาดว่าอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) จะอยู่ที่ระดับร้อยละ 14.6

