
MGC ส่งซิก Q2 แจ่ม รับยอดส่งมอบ “รถอีวี” พุ่ง ดัน JUMP+ ยกระดับองค์กร 4 ด้าน
MGC ส่งสัญญาณไตรมาส 2/69 โตต่อ รับทยอยส่งมอบรถ EV ตาม Backlog กว่า 2,000 คัน พร้อมเดินหน้าโครงการ JUMP+ ยกระดับองค์กร 4 มิติ เพิ่มประสิทธิภาพบริหาร หนุนการเติบโตระยะยาว
ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 18 พ.ค.69 ว่าบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 488% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 55.19 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 6,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.6% เป็นผลมาจากรับรู้ผลประกอบการของ Neo Mobility Asia เต็ม 100% รวมถึงแรงหนุนจากกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า
โดยปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตมาจากกระแสตอบรับรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มแบรนด์ของบริษัทภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ซึ่งเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะหลังการเปิดตัว XPENG X9 และ BMW iX3 รุ่นใหม่ ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าระดับ Premium Intelligent EV อาทิ ZEEKR 009 และ BMW i5 ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างโดดเด่น ส่งผลให้บริษัทมียอดจองค้าง (Backorder) สูงกว่า 2,000 คัน และเตรียมทยอยส่งมอบเพื่อรองรับการเติบโตตั้งแต่ไตรมาส 2 ต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งปีหลัง
ดร.สัณหวุฒิ กล่าวอีกว่า ในปี 2569 ถือเป็นอีกปีสำคัญของ MGC-ASIA ในการต่อยอดการเติบโต หลังจากวางรากฐานธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องกว่า 25 ปี จนปัจจุบันบริษัทก้าวสู่การเป็น Premium Mobility Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมธุรกิจรถยนต์พรีเมียม ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ บริการทางการเงิน ประกันภัย รถเช่า รถยนต์มือสอง บริการหลังการขาย และ Loyalty Ecosystem ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมผลักดันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงและรายได้ประจำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ “MOBILIFE” แพลตฟอร์ม Loyalty Ecosystem ที่เชื่อมโยงบริการทั้งหมดของลูกค้าไว้ในระบบเดียว ผ่านระบบสะสมคะแนนเพื่อแลกรับสินค้าและบริการจากพันธมิตรชั้นนำ รวมถึงการแลกตั๋วเครื่องบินผ่าน MGC Aviation ซึ่งช่วยเสริมความภักดีของลูกค้าและเพิ่มการใช้บริการภายในระบบนิเวศของกลุ่มอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการเติบโตในแต่ละกลุ่มธุรกิจ Neo Mobility Asia เริ่มสะท้อนบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อน EV Ecosystem อย่างชัดเจน หลังรับรู้ผลประกอบการเต็ม 100% โดยมีแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมอย่าง XPENG และ ZEEKR อยู่ภายใต้พอร์ตธุรกิจ พร้อมทยอยส่งมอบรถตามยอดจองค้างกว่า 2,000 คัน เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตในตลาด
นอกจากนี้ บริษัทยังขยายศักยภาพศูนย์ซ่อมสีและตัวถังผ่าน MMS รองรับจำนวนรถยนต์พรีเมียมและ EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าธุรกิจบริการหลังการขายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี มาตรฐานความปลอดภัย และทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ในด้านการบริหารองค์กร บริษัทได้เข้าร่วมโครงการ J+ Program ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนา Business Plan และยกระดับการดำเนินงานใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพพนักงานผ่านเทคโนโลยี การบริหารสต็อกสินค้า การบริหารต้นทุนทางการเงินและกระแสเงินสด และการรักษาฐานลูกค้าเดิมเพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ
บริษัทได้รับผลการประเมินด้านธรรมาภิบาลในระดับสูงจากหลายสถาบัน อาทิ AGM Checklist, CGR Checklist และ CAC Award สะท้อนมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
พร้อมกันนี้ MGC-ASIA ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ควบคู่กับการพัฒนา Talent Development ภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร รองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
“อุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงยอดขายรถยนต์ แต่จะเป็นการแข่งขันของระบบนิเวศที่สามารถเชื่อมโยงลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว และต่อยอดมูลค่าได้ตลอดวงจรชีวิตลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ MGC-ASIA วางรากฐานมาโดยตลอด” ดร.สัณหวุฒิ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่าการทยอยเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ การขยายเครือข่ายบริการ และการลงทุนต่อเนื่องในระบบนิเวศธุรกิจ จะเริ่มสะท้อนผ่านการเติบโตของรายได้และคุณภาพกำไรอย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
ปัจจุบัน บริษัทประสบความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์หลักอย่าง BMW และ MINI ผ่าน Millennium Auto ซึ่งยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังเดินหน้ารุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ผ่านแบรนด์อย่าง XPENG และ ZEEKR ที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น จากจุดเด่นด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ สมรรถนะการขับขี่ และความคุ้มค่าในการใช้งาน
เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม บริษัทเตรียมจัดงานแสดงรถยนต์ EV ระหว่างวันที่ 24-29 พฤษภาคม 2569 ณ Dusit Central Park โดยจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าระดับ Premium หลากหลายรุ่น เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานจริง และเสริมสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจาก MGC Ecosystem 1.0 สู่ MGC Ecosystem 2.0 ซึ่งเป็นการยกระดับรูปแบบธุรกิจสู่โมเดลใหม่ที่เชื่อมโยงบริการแบบครบวงจรมากยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในแผนสำคัญคือการพัฒนาระบบ Subscription หรือบริการสมาชิก ที่คาดว่าจะเริ่มผลักดันอย่างเต็มรูปแบบในปี 2570 เพื่อสร้างรายได้ประจำและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในระยะยาว
ขณะเดียวกัน บริษัทได้เดินหน้าขยายเครือข่าย Outlet หลักครอบคลุมแล้ว 15 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้า สร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการ และรองรับความต้องการของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
การขยายพอร์ตธุรกิจ EV ควบคู่กับการพัฒนา Ecosystem รูปแบบใหม่ สะท้อนวิสัยทัศน์ของ MGC Asia ในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคต พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ระดับพรีเมียมอย่างครบวงจร และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว

