CFARM มั่นใจ Q2 โตต่อ ครึ่งหลังลุยฟาร์มไก่ไข่ 2 แสนตัว รับรู้รายได้ไตรมาส 4

CFARM แย้มแนวโน้มไตรมาส 2/69 โตต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าโครงการฟาร์มไก่ไข่ 200,000 ตัว คาดเริ่มรับรู้รายได้ไตรมาส 4/2569 พร้อมชูจุดแข็งระบบ Biosecurity เข้มข้น มาตรฐานฟาร์มครบวงจร และฐานะการเงินแข็งแกร่งไร้แรงกดดันหนี้สิน


นางสาวมธุชา จึงธนสมบูรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการจัดการ พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริรักษ์ ขาวไชยมหา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท ชูวิทย์ฟาร์ม (2019) จำกัด (มหาชน) หรือ CFARM เปิดเผยข้อมูลภาพรวมการดำเนินธุรกิจผ่านงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้จากการเลี้ยงไก่ 50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ราว 48 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงลดลงจาก 83% เหลือ 78% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 21% และมีกำไรสุทธิประมาณ 1.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 136.99% จากไตรมาส 1/2568 ที่มีกำไรสุทธิประมาณ 0.75 ล้านบาท

ด้านฐานะการเงิน บริษัทมีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง หนี้สินรวมลดลงในอัตราที่เร็วกว่าสินทรัพย์รวม ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากกำไรสะสมที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนลดลงต่อเนื่อง และบริษัทมีแนวโน้มเข้าสู่สถานะปลอดหนี้มากขึ้น ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทมีเงินสดประมาณ 200 ล้านบาท และมีแผนใช้กระแสเงินสดภายในรองรับโครงการลงทุนใหม่ทั้งหมด

สำหรับ CFARM ประกอบธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์ประเภทประกันราคาแบบมีสัญญาผูกพัน หรือ Contract Farming โดยเลี้ยงไก่เนื้อในระบบฟาร์มปิดแบบควบคุมอุณหภูมิ หรือ EVAP ซึ่งบริษัทเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและปรับปรุงโรงเรือน รวมถึงอุปกรณ์การเลี้ยงทั้งหมด ก่อนส่งผลผลิตให้โรงงานชำแหละของคู่สัญญาเพื่อนำไปแปรรูปต่อไป

ปัจจุบันบริษัทมีฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อทั้งหมด 8 ฟาร์ม รวม 121 โรงเรือน ตั้งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอละหานทราย อำเภอประโคนชัย อำเภอนางรอง อำเภอลำปลายมาศ และอำเภอชำนิ มีกำลังการผลิตประมาณ 3.18 ล้านตัวต่อรอบการเลี้ยง หรือประมาณ 15.88 ล้านตัวต่อปี โดย 1 รอบการเลี้ยงใช้เวลาประมาณ 70-75 วัน และสามารถเลี้ยงได้ราว 4-5 รอบต่อปีต่อฟาร์ม

ส่วนแนวโน้มการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทประเมินว่ายังคงมีทิศทางเติบโตเชิงบวกต่อเนื่องจากไตรมาสแรก โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากประสิทธิภาพการเลี้ยงที่ดีขึ้น อัตราการเลี้ยงรอดและคุณภาพไก่ที่อยู่ในระดับน่าพอใจ รวมถึงมาตรการควบคุมความเสี่ยงด้านโรคระบาดในสัตว์ปีกอย่างเข้มงวด

บริษัทระบุว่า ปัจจุบันระบบ Biosecurity ของ CFARM อยู่ในระดับเข้มข้น โดยมีมาตรการบริหารความเสี่ยงหลายระดับ ตั้งแต่ระดับภายในฟาร์ม ระหว่างฟาร์ม ระหว่างอำเภอ ระหว่างจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบจากโรคระบาดในสัตว์ปีก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ทั้งนี้ ภาวะโรคระบาดในบางพื้นที่ของประเทศยังส่งผลให้คู่สัญญาเพิ่มจำนวนรอบการเลี้ยงให้กับบริษัท เนื่องจาก CFARM มีระบบฟาร์มและมาตรการป้องกันที่ได้มาตรฐาน

ด้านความคืบหน้าโครงการฟาร์มไก่ไข่ ขนาด 200,000 ตัว ในรูปแบบ Contract Farming เช่นเดียวกับธุรกิจไก่เนื้อ ปัจจุบันมีความคืบหน้าประมาณ 25% โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทดำเนินการประชาพิจารณ์และได้รับใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว ขณะที่ในไตรมาส 2/2569 อยู่ระหว่างสรุปแบบ ปรับพื้นที่ และเตรียมสั่งซื้ออุปกรณ์ ส่วนไตรมาส 3/2569 จะเริ่มติดตั้งกรงไก่ อุปกรณ์ และจัดตั้งทีมดูแลฟาร์ม ก่อนลงไก่จำนวน 200,000 ตัว และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวในไตรมาส 4/2569

ผู้บริหารระบุว่า แม้ช่วงที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้การเข้าพื้นที่ก่อสร้างล่าช้าเล็กน้อย แต่บริษัทยังคงเดินหน้าเร่งดำเนินงานตามแผน เพื่อให้สามารถรับรู้รายได้จากฟาร์มไก่ไข่ภายในปี 2569

สำหรับแผนดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทจะมุ่งสร้างฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งต่อเนื่อง ทั้งในธุรกิจไก่เนื้อที่มีความเชี่ยวชาญเดิม และการขยายฐานสู่ธุรกิจไก่ไข่ เพื่อเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ความยั่งยืน และแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

ทั้งนี้ CFARM ได้รับการรับรองมาตรฐานสำคัญหลายระบบ ได้แก่ Good Agricultural Practices หรือ GAP การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อ, ISO 9001:2015, ISO 14001, ISO 45001 และ Farm First Assurance Scheme จาก LRQA ซึ่งสนับสนุนความปลอดภัยและความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์และความยั่งยืน รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการรองรับการส่งออกไปยังตลาดยุโรป

นอกจากนี้ บริษัทมีการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2568 โดยในปี 2568 มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 ประมาณ 3,943 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และ Scope 2 ประมาณ 2,443 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมประมาณ 6,386 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงที่ผ่านมา

Company Snapshot

Back to top button