STECH โชว์กำไร Q1 โต 18% แตะ 86 ล้านบาท รับแรงหนุนงานในมือ – บริหารต้นทุนแกร่ง

STECH รายงานงบไตรมาส 1/69 กำไรแตะ 86 ล้านบาท โต 18% แนวโน้มธุรกิจในปี 69 ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม


นายเจษฎ์กรณ์ มงคลศรีสวัสดิ กรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ STECH ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงภายใต้เครื่องหมายการค้า “STEC” อาทิ เสาเข็ม เสาไฟฟ้า พร้อมให้บริการขนส่ง ตอกเสาเข็ม และรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนศักยภาพการดำเนินธุรกิจท่ามกลางการฟื้นตัวของภาคก่อสร้างและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยบริษัทมีรายได้รวม 734.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.04 ล้านบาท หรือเติบโต 11.21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการที่เติบโตต่อเนื่องอยู่ที่ 714.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการทยอยส่งมอบงานและรับรู้รายได้ตามยอดคำสั่งซื้อในมือ (Backlog)

ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทรับรู้รายได้จากธุรกิจก่อสร้างโครงการจำนวน 19.26 ล้านบาท จากงานสำรวจ ออกแบบ เตรียมการก่อสร้าง และตอกเสาเข็มโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ)

ในด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทมีกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 85.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.89 ล้านบาท หรือเติบโต 17.64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรสุทธิปรับเพิ่มเป็น 11.61% จาก 11.01% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน การควบคุมค่าใช้จ่าย และการบริหารการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้รับปัจจัยบวกจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง

ทั้งนี้ บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานอยู่ที่ 177.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรขั้นต้นจากธุรกิจขายและบริการอยู่ที่ 168.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจขายและบริการปรับเพิ่มขึ้นเป็น 23.64% ในไตรมาส 1/2569 จาก 22.73% ในไตรมาส 1/2568 จากการบริหารราคาขายและต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างยังสร้างกำไรขั้นต้นจำนวน 8.65 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 44.91% สะท้อนการบริหารจัดการและการต่อยอดธุรกิจ ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในภาพรวม

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงาน คือ การลดลงของต้นทุนทางการเงินจำนวน 4.71 ล้านบาท หรือ 38.63% จากการทยอยชำระคืนเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงิน และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงในปี 2569 ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงิน และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวของบริษัทมากขึ้น

ด้านฐานะการเงินยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยบริษัทมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 20.60% เพิ่มขึ้นจาก 18.92% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลดลงเหลือ 0.93 เท่า สะท้อนความสามารถในการบริหารโครงสร้างทางการเงินและสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง

นายเจษฎ์กรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มธุรกิจในปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงในโครงการก่อสร้างและสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและสภาพคล่องอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

Back to top button