DITTO แย้ม Q2 สดใส! ปักธงรายได้ปี 69 โต 20% ลุยออก “โทเคน” คาร์บอนเครดิตปีนี้

DITTO มั่นใจไตรมาส 2/69 โตต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ขยายตัว 10-20% หลังตุน Backlog กว่า 5.3 พันล้านบาท คาดรับรู้รายได้เกือบครึ่งหนึ่งปีนี้ พร้อมเดินหน้าเติมงานใหม่ดันแบ็กล็อกแตะ 6 พันล้านบาท พร้อมลุยออก “โทเคน” คาร์บอนเครดิตมูลค่า 480 ล้านบาท เตรียมเปิดตัวปลายเดือนพฤษภาคม ก่อนเสนอขายภายในปีนี้


นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO เปิดเผยข้อมูลภาพรวมการดำเนินธุรกิจผ่านงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 918 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 159.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 26% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 17% สะท้อนความสามารถในการรักษาการเติบโตท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีการแข่งขันสูง

ทั้งนี้ ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีงานใหม่เพิ่มเข้ามารวมประมาณ 2,869 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการสวนสัตว์แห่งใหม่ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นงานต่อเนื่องจากระยะที่ 1 รวมถึงงานด้านระบบเตือนภัย Early Warning งานด้าน Cyber Security และโครงการด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ ส่งผลให้งานในมือ หรือ Backlog ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 5,321 ล้านบาท โดยยังไม่รวมรายได้จากธุรกิจเดิมบางส่วน เช่น ธุรกิจให้เช่าเครื่องถ่ายเอกสาร

สำหรับ Backlog ดังกล่าว แบ่งเป็นงานในกลุ่ม Data & Document Management Solutions ประมาณ 2,170 ล้านบาท และงานโครงการ Innovation Technology & Engineering Projects ประมาณ 3,140 ล้านบาท โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้จาก Backlog ที่มีอยู่ในปัจจุบันได้เกือบ 50% ภายในช่วงที่เหลือของปี 2569 ขณะเดียวกันยังมีโอกาสเติมงานใหม่เข้ามาเพิ่มเติม โดยผู้บริหารประเมินว่าบริษัทมีโอกาสผลักดัน Backlog แตะระดับมากกว่า 6,000 ล้านบาทภายในปีนี้

ส่วนโครงการสวนสัตว์แห่งใหม่ระยะที่ 2 บริษัทคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป และจะทยอยรับรู้รายได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยงานในระยะที่ 2 มีแนวโน้มดำเนินการได้เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับระยะที่ 1 เนื่องจากงานโครงสร้างหลักหลายส่วนได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ขณะที่งานของ DITTO และบริษัทในกลุ่มจะเน้นด้านเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลเป็นสำคัญ

ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 บริษัทคาดว่าจะยังรักษาทิศทางการเติบโตได้เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการทยอยส่งมอบงานและรับรู้รายได้จากโครงการที่มีอยู่ในมือ ส่วนไตรมาส 3/2569 มักเป็นช่วงที่ผลประกอบการโดดเด่นที่สุดของบริษัทในแต่ละปี

สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 บริษัทประเมินว่าผลการดำเนินงานยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ารายได้รวมขยายตัวราว 10-20% จากปีก่อน หลังธุรกิจหลักด้าน Data Management Solution, Cyber Security และ Innovation Engineering Solution ยังมีทิศทางเติบโตแข็งแกร่ง ประกอบกับบริษัทมี Backlog อยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท

บริษัทมองว่า ปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวมาจากความต้องการใช้ระบบบริหารจัดการข้อมูลขององค์กรต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการจัดเก็บ บริหาร และใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเป็นระบบ ขณะที่จุดแข็งของบริษัทอยู่ที่ Solution และ Application ที่ฝังอยู่ในระบบของลูกค้า ซึ่งมีต้นทุนในการเปลี่ยนระบบสูง และช่วยสร้างความต่อเนื่องของรายได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ ธุรกิจ Cyber Security ยังเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่บริษัทให้ความสำคัญ เนื่องจากความปลอดภัยของข้อมูลและระบบเทคโนโลยีกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับทุกองค์กร โดยเฉพาะภาครัฐและภาคเอกชนที่มีการใช้ Digital Platform เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน DITTO ยังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจด้าน Green Tech และคาร์บอนเครดิตผ่านบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งดำเนินโครงการปลูกป่าและฟื้นฟูป่ามาต่อเนื่องหลายปี โดยล่าสุดได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ให้สามารถออกเหรียญ ICO สำหรับโครงการคาร์บอนเครดิตแล้ว โดยมีมูลค่าการเสนอขายไม่เกิน 480 ล้านบาท คาดว่าจะมีการเปิดตัวครั้งแรกในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ และจะเห็นการเสนอขายเหรียญอย่างเป็นทางการภายในปีนี้

ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการระดมทุนดังกล่าวจะนำไปใช้ในโครงการปลูกป่า การบำรุงรักษาพื้นที่ป่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการออก Token การชำระคืนเงินลงทุนบางส่วนที่บริษัทได้ใช้ไปก่อนหน้า และเป็นเงินสำรองสำหรับบริหารโครงการให้บรรลุเป้าหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิตมากขึ้น

นายฐกร กล่าวทิ้งท้ายว่า ธุรกิจคาร์บอนเครดิตจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อภาคธุรกิจต้องปรับตัวตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจกลายเป็นโอกาสสร้างฐานรายได้ใหม่ให้กับบริษัทในระยะยาว ควบคู่กับการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัล วิศวกรรมเทคโนโลยี และโซลูชันด้านข้อมูลที่เป็นแกนหลักของกลุ่มบริษัท

Company Snapshot

Back to top button