
“เอเซีย พลัส” ชูกลยุทธ์ “เปิดเมือง” เชียร์ซื้อ SCGP-BBL-CENTEL รับทรัมป์จ่อจบศึกอิหร่าน
บล.เอเซีย พลัส เปิดโผหุ้นเด่น SCGP, BBL และ CENTEL นำทัพหุ้นกลุ่มเปิดเมือง รับอานิสงส์ต้นทุนลด-ดีมานด์ฟื้น หลัง "โดนัลด์ ทรัมป์" แย้มเจรจาอิหร่านใกล้จบ กดราคาน้ำมันร่วง 6%
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์วันนี้ (21 พ.ค.69) แนะนำการลงทุนภายใต้ธีม “เปิดเมือง เปิดพอร์ต สะสมรอบใหม่” ได้แก่ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากสงครามที่คลี่คลายและราคาน้ำมันที่เป็นขาลง
ส่วนกลุ่มต้นทุนลด กำไรพุ่ง นำโดย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG, SCGP, บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA
ควบคู่ไปกับกลุ่มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ได้แก่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR และ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC
สำหรับปัจจัยหนุนหลักมาจากการที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาเปิดเผยว่า การเจรจากับอิหร่านกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย รวมถึงความคาดหวังที่ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานตามปกติ ส่งผลให้เรือสินค้าของประเทศจีนและเกาหลีใต้เริ่มทยอยสัญจรผ่านช่องแคบออกมาได้ ปัจจัยเหล่านี้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ปรับตัวร่วงลงแรงถึง 6% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ย่อตัวลง 1.70% มาอยู่ที่ระดับ 4.60% ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงบวกที่หนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเกิน 1%
ส่วนภาพรวมตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หุ้นกลุ่มที่ต้องอิงกับต้นทุนพลังงานได้ปรับตัวลดลงแรงกว่าตลาด อาทิ กลุ่มท่องเที่ยวลดลง 16.5%, กลุ่มการแพทย์ลดลง 15.0%, กลุ่มพาณิชย์ลดลง 8.5%, กลุ่มขนส่งลดลง 6.9% และกลุ่มอาหารลดลง 4.4% แต่จากสัญญาณสงครามที่ใกล้สิ้นสุดและราคาน้ำมันเริ่มย่อตัว ฝ่ายวิจัยได้นำสถิติในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2565 มาเปรียบเทียบ พบว่าในช่วง 1 เดือนหลังจากที่ราคาน้ำมันทำจุดสูงสุด หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคพื้นฐานและการขนส่ง สามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นกลุ่มผู้นำตลาดที่มีโมเมนตัมแข็งแกร่งกว่าตลาดได้ จึงคาดหวังว่ารอบนี้จะเกิดภาพซ้ำรอยเดิม ส่วนประเด็นที่รัฐบาลยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน และกลับไปใช้เกณฑ์เดิมประเมินว่าจะมีผลกระทบจำกัด

