SAWAD กางแผนลุย “สินเชื่อ-ประกัน” ดันพอร์ตปีนี้โต 10% เล็งปันผลระหว่างกาล

SAWAD ลั่นพอร์ตสินเชื่อปีนี้โต 10% รุกฆาต “จำนำทะเบียนรถ-ธุรกิจประกัน” ดันกำไรโตแกร่ง โชว์ผลงานล้างพอร์ตหนี้เสียหนุนต้นทุนการเงินลดฮวบ ยันคุม NPL อยู่หมัด และไม่กระทบสงครามตะวันออกกลาง แย้มเล็งแจกปันผลระหว่างกาลรอบใหม่หลังงบไตรมาส 3/2569


นางสาวธิดา แก้วบุตตา นักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ว่า เป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้คาดการณ์ว่าพอร์ตสินเชื่อรวมจะเติบโตแบบระมัดระวังที่ระดับ 5-10% โดยจะเน้นปล่อยสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถทั้ง 4 ล้อ และ 2 ล้อ นอกจากนี้ ธุรกิจประกันยังถือเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของผลกำไรในปีนี้ โดยตั้งเป้าหมายรายได้จากธุรกิจประกันให้เติบโตถึง 15-20% สำหรับสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อในปัจจุบันแบ่งเป็น สินเชื่อที่ดิน 31% สินเชื่อรถแลกเงิน 26% สินเชื่อเช่าซื้อ 27% (มีแนวโน้มลดสัดส่วนลงให้อยู่ในกรอบ 25-27%) สินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ 15% และสินเชื่อไม่มีหลักประกัน 3%

ด้านกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการควบคุมความเสี่ยงผ่านอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) และการกระจายความเสี่ยงทั้งด้านหลักประกันและพื้นที่ให้บริการ ปัจจุบันมีสาขาให้บริการรวม 5,823 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงจากผลกระทบระดับภูมิภาคได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้นำระบบดิจิทัล (Digital Transformation) มาเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน โดยพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับสื่อสารภายในเพื่อควบคุมพนักงานสาขา และบริการลูกค้าให้สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อชำระค่างวด ดาวน์โหลดเอกสาร ตลอดจนอำนวยความสะดวกให้ลูกค้ากลุ่มที่เหมาะสมสามารถขอวงเงินกู้เพิ่ม (Top-up Loan) ผ่านแอปพลิเคชันได้โดยตรง

ส่วนของคุณภาพหนี้และลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ระดับ Stage 3 ปัจจุบันอยู่ที่ 3.97% ซึ่งตัวเลขที่ดูเหมือนปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้น เกิดจากฐานพอร์ตสินเชื่อที่ลดลงหลังจากการล้างหนี้เสีย แต่หากพิจารณาในเชิงมูลค่าถือว่าไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยคาดว่าค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองและผลขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ ทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จะค่อยๆ ปรับตัวลดลง เนื่องจากกระบวนการล้างงบดุลเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 95-99%

นอกจากนี้ บริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบที่สำคัญจากราคาพลังงานหรือภาวะสงครามต่อความสามารถในการชำระหนี้ ขณะที่แนวโน้มราคารถยนต์มือสองในไตรมาส 2 ยังคงทรงตัวตามดัชนีของธนาคารแห่งประเทศไทย และข้อมูลจากลานประมูล ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทย บริษัทมองว่าจะส่งผลบวกต่อกระแสเงินสดในระบบเศรษฐกิจ และช่วยให้คุณภาพลูกหนี้ปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของปีคาดว่าจะมีหุ้นกู้ครบกำหนดไถ่ถอนอีกประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาท และมีแผนจะออกหุ้นกู้ชุดใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 วงเงินประมาณ 6,000-9,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลอีก 1 ครั้งในช่วงหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสเงินสดมีความคล่องตัวสูง เพื่อรักษาระดับการจ่ายปันผลให้ได้ปีละ 2 ครั้งตามที่เคยวางแนวทางไว้

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 4,901 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ย ซึ่งอยู่ที่ 4,205 ล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนภายใต้กรอบการเติบโตที่เน้นคุณภาพ ขณะเดียวกันรายได้จากการขายประกันอยู่ที่ 356 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการต่อยอดฐานลูกค้าสินเชื่อผ่านเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ

Company Snapshot

Back to top button