“ดีอี” ชี้ พ.ร.ฎ.เชื่อมข้อมูลรัฐ ยกระดับปราบ “สแกมเมอร์” ลดเสียหายราว 75%

“ไชยชนก ชิดชอบ” ชี้ พ.ร.ฎ.เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างหน่วยงานรัฐ ยกระดับป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ หลัง 5 หน่วยงานร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ดันมูลค่าความเสียหายเดือนมิ.ย. ลดลง 74.89%


นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยว่า ภายหลังพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยเฉพาะการบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม การทุจริตคอร์รัปชัน การค้ามนุษย์ และการฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถติดตามเส้นทางธุรกรรมและดำเนินมาตรการป้องกันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา กระทรวงดีอีได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีธุรกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 4

ทั้งนี้ ผลจากการบูรณาการข้อมูลร่วมระหว่าง 5 หน่วยงานดังกล่าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายจากสแกมเมอร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 530 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2,111 ล้านบาท หรือลดลง 1,581 ล้านบาท คิดเป็น 74.89% ภายในระยะเวลา 4 เดือน

นายไชยชนก กล่าวว่า เมื่อ พ.ร.ฎ.เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐมีผลบังคับใช้ จะช่วยให้กระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานรัฐอื่นเพิ่มเติม อาทิ ข้อมูลด้านศุลกากร กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ ลดมูลค่าความเสียหาย และติดตามเงินคืนให้ประชาชนได้อย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับการให้บริการภาครัฐ การกำหนดนโยบายสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และสนับสนุนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

Back to top button