
ดีอี-ดีป้า ดัน 8 สตาร์ทอัพไทยบุกเวที Slush 2026 ฟินแลนด์ เปิดทางจับคู่ธุรกิจโลก
ดีอี-ดีป้า ผลักดัน 8 สตาร์ทอัพไทยโชว์ศักยภาพนวัตกรรมดิจิทัลบนเวที Slush 2026 ณ กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ มุ่งเชื่อมโยงเครือข่ายนักลงทุนและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และการลงทุนในไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เตรียมนำผู้ประกอบการดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยจำนวน 8 ราย ที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการส่งเสริมระบบนิเวศดิจิทัลสตาร์ทอัพ เข้าร่วมงาน Slush 2026 ระหว่างวันที่ 18–19 พฤศจิกายน 2569 ณ กรุงเฮลซิงกิ สาธารณรัฐฟินแลนด์ เพื่อแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงนักลงทุนและเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลก ตลอดจนสร้างโอกาสในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ
ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดเผยว่า การผลักดันผู้ประกอบการดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยให้สามารถแข่งขันในระดับสากล ถือเป็นภารกิจสำคัญของดีป้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้และนวัตกรรมดิจิทัลมาต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ การเข้าร่วมงาน Slush 2026 ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีของผู้ประกอบการไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสตาร์ทอัพ บริษัทเทคโนโลยี และนักลงทุนระดับนานาชาติ ผ่านกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาโครงการร่วมกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การทดลองใช้เทคโนโลยี การลงทุน และการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต
สำหรับผู้ประกอบการดิจิทัลสตาร์ทอัพไทยทั้ง 8 รายที่ได้รับการคัดเลือก ครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ การเกษตรอัจฉริยะและเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อความยั่งยืน (Smart Agriculture & Green Technology for Sustainability) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) การท่องเที่ยวและสุขภาวะในเมือง (Tourism & Urban Wellness) รวมถึงเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยมีรายละเอียดดังนี้
- SABLE โดย บริษัท เซเบิล จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าด้วยเทคโนโลยี AI Customer Data Platform (AI CDP) ซึ่งสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าจากช่องทางต่าง ๆ พร้อมระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อช่วยให้องค์กรเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการตลาดและการขาย
- แพลตฟอร์มดิจิทัลวอลเล็ต โดย บริษัท ออมแพลทฟอร์ม จำกัด ผู้ประกอบการเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และระบบชำระเงินดิจิทัล (Digital Payment) ซึ่งพัฒนา Reimbursement Hub ระบบบริหารจัดการและเบิกจ่ายทุนสนับสนุนการวิจัยในรูปแบบดิจิทัล โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Blockchain, Smart Contract และ Banking API เพื่อเชื่อมโยงกับระบบธนาคาร ช่วยเพิ่มความรวดเร็ว ความโปร่งใส และลดขั้นตอนการดำเนินงานด้านเอกสาร
- Talking Jelly โดย บริษัท ไอบอทน้อย จำกัด ผู้พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ด้านเสียง (Voice AI) สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและออกบูธ โดยระบบสามารถนำเสนอข้อมูลบริษัท สินค้าและบริการ รวบรวมข้อมูลลูกค้าที่สนใจ รวมถึงบันทึกและสรุปความต้องการของผู้เข้าชม พร้อมรองรับการแปลบทสนทนาระหว่างผู้ใช้งานต่างภาษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและสร้างโอกาสทางธุรกิจ
- Ocare Preventive Care Intelligence Platform โดย บริษัท โอแคร์ เฮลท์ ฮับ จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยนำเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ข้อมูลผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนการติดตามสุขภาพ การวางแผนดูแลสุขภาพ และการประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคลอย่างต่อเนื่อง
- PRIMO โดย บริษัท พริโมเวิร์ส จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารความสัมพันธ์และสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าสำหรับองค์กร (Enterprise Loyalty & Customer Engagement) ครอบคลุมระบบ Back-end และ Front-end โดยใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อพัฒนาการสื่อสารและการนำเสนอสิทธิประโยชน์เฉพาะบุคคล (Personalized Engagement) พร้อมสนับสนุนระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) และระบบการตลาดอัตโนมัติ โดยสามารถปรับรูปแบบการใช้งานให้เหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภท โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่และธุรกิจที่มีหลายสาขา
- PLOOK โดย บริษัท ปลูก เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานผักและผลไม้ด้วย AI (AI-Powered Fresh Produce Supply System) เพื่อเชื่อมโยงแหล่งผลิตสินค้าเกษตรเข้ากับความต้องการของภาคธุรกิจ พร้อมวิเคราะห์และคาดการณ์ความต้องการสินค้า รวมถึงวางแผนปริมาณผลผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรและลดความเสี่ยงจากปัญหาผลผลิตล้นตลาด
- Alto CERO 2026 โดย บริษัท อัลโต้เทค โกลบอล จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยี AI และ Internet of Things (AIoT) สำหรับบริหารจัดการอาคารอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน สนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ Alto Multi-Property สำหรับบริหารจัดการหลายอาคาร Alto Carbon & ESG Dashboard สำหรับติดตามข้อมูลด้านความยั่งยืน Alto Greenify สำหรับจัดการมาตรฐานโรงแรมสีเขียว และ Alto Digital Twin สำหรับสร้างแบบจำลองอาคารเสมือนจริง
- CloverX และ Xircle โดย บริษัท โคลเวอร์เอ็กซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ประกอบการเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Technology) ที่พัฒนาระบบนิเวศสุขภาพโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน (Data-driven Health Ecosystem) เชื่อมต่ออุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ แอปพลิเคชัน Xircle และระบบวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อประมวลผลพฤติกรรมด้านโภชนาการ การเคลื่อนไหว และการนอนหลับ ให้เป็นข้อมูลเชิงลึกสำหรับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ สตาร์ทอัพทั้ง 8 รายยังจะได้เข้าร่วมกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจในประเทศฟินแลนด์ ทั้งการศึกษาระบบนิเวศสตาร์ทอัพ การพบปะบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายนักลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน การพัฒนาพันธมิตรทางธุรกิจ และการนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีกลับมาต่อยอดการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
ดร.ศุภกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมเวทีระดับโลกดังกล่าว จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายเครือข่ายธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว พร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
ทั้งนี้ งาน Slush ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมสตาร์ทอัพระดับโลก โดยเป็นพื้นที่รวมตัวของผู้ประกอบการ นักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมจากหลากหลายประเทศ เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพนำเสนอเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือและแสวงหาโอกาสในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ
สำหรับการเข้าร่วม Slush 2026 ครั้งนี้ ดีป้ามุ่งหวังให้สตาร์ทอัพไทยทั้ง 8 รายสามารถใช้เวทีดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เข้าถึงแหล่งเงินทุน และพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศ พร้อมนำประสบการณ์และโอกาสที่ได้รับกลับมาสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างยั่งยืน

