TTB ถอดรหัสวิกฤตอินโดนีเซีย ชี้รัฐแทรกแซง-ตลาดทุนเปราะ กดดันเงินทุนไหลออก

TTB เผย ttb analytics ถอดรหัสวิกฤตอินโดนีเซีย มองการเพิ่มบทบาทภาครัฐ ความเสี่ยงเชิงสถาบัน แนวโน้มฐานะการคลังอ่อนแอลง และข้อจำกัดของตลาดทุน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติลดความเชื่อมั่นต่ออินโดนีเซีย แม้เศรษฐกิจมหภาคยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง


ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยบทวิเคราะห์ของ ttb analytics เรื่อง “ถอดบทเรียนวิกฤตอินโดนีเซีย” โดยระบุว่า การไหลออกของเงินทุนต่างชาติจากอินโดนีเซียในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้มีสาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอหรือความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยสำคัญจากความเสี่ยงภายในประเทศ โดยเฉพาะทิศทางการดำเนินนโยบายของภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ttb analytics ระบุว่า บทเรียนสำคัญจากกรณีอินโดนีเซียสะท้อนให้เห็นว่า แม้นโยบายภาครัฐจะมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว แต่การรักษาหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการดำเนินนโยบาย ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินความเสี่ยงของประเทศ (Country Risk Premium) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนและความเชื่อมั่นในระยะยาว

รายงานระบุว่า ภายหลังการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลของประธานาธิบดี Joko Widodo สู่รัฐบาลของ Prabowo Subianto แนวทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียได้เปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การเพิ่มบทบาทของภาครัฐผ่านการใช้จ่ายด้านสวัสดิการ การกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม และการลงทุนในภาคยุทธศาสตร์ แม้นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 5% และยกระดับศักยภาพของประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลก แต่การขยายบทบาทของภาครัฐกลับสร้างความกังวลต่อนักลงทุน โดยเฉพาะเมื่อเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือ ความเสี่ยงเชิงสถาบัน (Institutional Risk) จากการที่ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ผ่านการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara การกำหนดนโยบายควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงการขยายบทบาทของรัฐในการซื้อขายสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่ารัฐอาจทำหน้าที่ทั้งผู้กำกับดูแลและผู้เล่นในตลาด ขณะเดียวกัน การเพิ่มบทบาทกำกับดูแลธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) และการขยายภารกิจให้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยังทำให้ตลาดตั้งคำถามต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางในการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อและค่าเงิน

ด้านฐานะการคลัง มองว่า แม้อินโดนีเซียยังคงรักษาวินัยการคลังภายใต้กรอบการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของจีดีพี แต่แนวโน้มการขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการใช้นโยบายสวัสดิการและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการอาหารกลางวันฟรี (MBG) ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่รายได้ภาษียังขยายตัวไม่ทันการใช้จ่าย ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังในระยะกลางและระยะยาวเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการที่ Moody’s และ Fitch ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของอินโดนีเซียจาก Stable เป็น Negative

นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดทุนของอินโดนีเซียยังเป็นอีกปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งในด้านความโปร่งใส สภาพคล่อง สัดส่วนหุ้นที่ซื้อขายได้จริง (Free Float) และข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดทุน ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การแสดงความกังวลของ MSCI ต่อคุณภาพตลาดทุนอินโดนีเซียและการถอดหุ้นบางบริษัทออกจากดัชนีในช่วงวิกฤตพลังงาน ยิ่งตอกย้ำความกังวลของนักลงทุน ทำให้การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทำได้ยากขึ้น และลดความน่าสนใจของอินโดนีเซียในฐานะจุดหมายการลงทุนในสายตาต่างชาติ

Back to top button