CPF เปิดมุมมองอาหารยุคใหม่ ชู RD Center พัฒนานวัตกรรมโภชนาการเพื่อสุขภาพ

CPF เดินหน้าพัฒนาอาหารที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร (RD Center) ผสานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยกระดับคุณค่าทางโภชนาการ ลดโซเดียม และรักษาความอร่อย พร้อมต่อยอดแนวคิด Food as Medicine


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่ตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งยกระดับคุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัย และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการรักษารสชาติและความอร่อย ผ่านการดำเนินงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร (CPF RD Center) ซึ่งนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความเข้าใจผู้บริโภคมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการพัฒนาอาหาร

ปัจจุบันความคาดหวังของผู้บริโภคต่ออาหารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความอร่อย ความสะอาด และความอิ่มท้อง แต่ยังครอบคลุมถึงคุณค่าทางโภชนาการ ปริมาณน้ำตาล โซเดียม โปรตีน ส่วนผสม ตลอดจนแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัยในการบริโภค ส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลสำรวจ PwC Voice of the Consumer Survey 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคชาวไทยจำนวน 521 คน พบว่า ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้ออาหาร ได้แก่ ราคา 51% รสชาติ 47% และคุณค่าทางโภชนาการสูง 43% ขณะที่ผู้บริโภค 55% มีความกังวลเกี่ยวกับสารเติมแต่งหรือสารกันเสียในอาหาร และอีก 51% กังวลถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพจากอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed Foods)

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับรายละเอียดของอาหารในชีวิตประจำวันมากขึ้น ตั้งแต่การตรวจสอบส่วนประกอบ การคำนวณพลังงานหรือแคลอรี การพิจารณาคุณค่าทางโภชนาการ ไปจนถึงการเลือกรับประทานอาหารที่มีรสหวานหรือเค็มน้อยลง โดยแนวโน้มดังกล่าวกำลังส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารในระยะยาว

สำหรับหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านโภชนาการที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น คือ การลดปริมาณโซเดียมในอาหาร หลังจากอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกให้ความสำคัญกับการลดน้ำตาลมาอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยหลายประเทศเริ่มกำหนดเป้าหมายและมาตรการส่งเสริมการลดบริโภคโซเดียม เพื่อเพิ่มทางเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยยังคงรสชาติและประสบการณ์การบริโภคที่ผู้บริโภคคุ้นเคย

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้บริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประชากรทั่วโลกบริโภคโซเดียมเฉลี่ยมากกว่า 4,200 มิลลิกรัมต่อวัน ขณะที่คนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยมากกว่า 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าระดับที่แนะนำอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการบริโภคโซเดียมในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่องมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรัง

ดังนั้น การพัฒนาอาหารลดโซเดียมจึงไม่ได้มุ่งเพียงการลดความเค็ม แต่ต้องคำนึงถึงการปรับรสชาติอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารได้อย่างต่อเนื่อง โดยยังคงได้รับความพึงพอใจด้านรสชาติ

ขณะเดียวกัน CPF ยังให้ความสำคัญกับแนวคิด อาหารเป็นยา (Food as Medicine) ซึ่งเป็นการนำบทบาทของอาหารมาสนับสนุนการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันความเสี่ยง และการดูแลผู้ที่มีความต้องการทางโภชนาการเฉพาะ โดยไม่ได้หมายถึงการใช้อาหารทดแทนการรักษาด้วยยา

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารของ CPF จึงมีบทบาทในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การเสริมโปรตีน ใยอาหาร และโอเมก้า 3 การลดน้ำตาล เกลือ และไขมันบางประเภท ตลอดจนการพัฒนาอาหารสำหรับผู้บริโภคที่มีความต้องการเฉพาะด้านโภชนาการ

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนส่วนประกอบในอาหารแต่ละประเภทไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทำให้งานวิจัยและพัฒนาต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประโยชน์ด้านสุขภาพและความอร่อยที่ผู้บริโภคคุ้นเคย

สำหรับกระบวนการวิจัยภายใน CPF RD Center มีห้องปฏิบัติการที่รองรับการพัฒนาอาหารในหลายด้าน อาทิ ห้องปฏิบัติการ Food Biotechnology ซึ่งมุ่งศึกษาจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ หรือโพรไบโอติก เพื่อนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ขณะที่ห้องปฏิบัติการ Food Analysis ใช้เครื่องมือวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอย่างละเอียด ครอบคลุมถึงโปรตีนสายสั้นและกรดอะมิโน

องค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการดังกล่าวยังสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ที่มีความต้องการเฉพาะ โดยหนึ่งในตัวอย่างคือ NutriMax อาหารทางการแพทย์ที่ CPF พัฒนาร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อรองรับความต้องการของผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการเคี้ยวอาหาร

นอกจากนี้ CPF ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมการควบคุมการปนเปื้อน การวิเคราะห์คุณสมบัติของอาหาร รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่สามารถรักษาคุณภาพและยืดอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ก่อนนำสูตรอาหารจากห้องทดลองเข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์ จะต้องผ่านการทดสอบในโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการผลิตจริง โดยเฉพาะการขยายกำลังการผลิตจากระดับห้องทดลองไปสู่ระดับอุตสาหกรรม พร้อมตรวจสอบว่ารสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณภาพของอาหารยังคงเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

ปัจจุบัน CPF RD Center รองรับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลายประเภท ครอบคลุมผลิตภัณฑ์จากสุกร ไก่ สัตว์น้ำ ไข่ ไส้กรอก โปรตีนจากพืช และอาหารพร้อมรับประทาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมอาหารให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

หนึ่งในเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ คือ Microwave System ซึ่งเป็นกระบวนการปรุงอาหารให้สุกและปิดผนึกในถาด ก่อนนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยคลื่นไมโครเวฟที่ออกแบบมาเฉพาะ ช่วยรักษารสชาติและกลิ่นของอาหาร พร้อมยืดอายุการเก็บรักษาโดยไม่จำเป็นต้องเติมสารกันเสีย

ปัจจุบัน CPF ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการผลิตอาหารพร้อมรับประทานที่วางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อแล้ว อาทิ แกงกะหรี่หมูคูโรบูตะ และมัสมั่นไก่ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีการผลิตอาหารมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน

การดำเนินงานของ CPF RD Center จึงสะท้อนถึงแนวทางการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมายกระดับอาหารที่ผู้บริโภครับประทานอยู่ในชีวิตประจำวัน ให้มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น มีความปลอดภัย และสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงรักษาคุณภาพและรสชาติที่ผู้บริโภคต้องการ

Back to top button