AOT ทบทวนมาตรการตรวจสัมภาระ หลังแอร์ไทยถูกจับ “คดีขนเฮโรอีน” เร่งเสริม K9 สกัดสารเสพติด

AOT เร่งทบทวนมาตรการตรวจสัมภาระ ยืนยันกระบวนการตรวจค้นลูกเรือใช้มาตรฐานเดียวกับผู้โดยสาร พร้อมเร่งประสาน ปปส.-ศุลกากร-ตม.-ตำรวจ เพิ่มกำลังและใช้ K9 ตรวจหาสารเสพติด หลังกรณีลูกเรือไทยถูกจับคดีลักลอบขนเฮโรอีนที่ออสเตรเลีย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ก.ค.69) นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ถึงกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงไทยถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลียจากคดีลักลอบขนเฮโรอีนว่า กระบวนการตรวจค้นลูกเรือและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินไม่ได้แตกต่างจากผู้โดยสารทั่วไป โดยแม้จะมีช่องตรวจแยกสำหรับลูกเรือ แต่ใช้อุปกรณ์และมาตรฐานการตรวจค้นเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ การตรวจสัมภาระแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สัมภาระลงทะเบียน หรือกระเป๋าที่โหลดผ่านสายพานหลังเช็กอิน ซึ่งจะเข้าสู่ระบบตรวจสอบเช่นเดียวกับสัมภาระของผู้โดยสารทั่วไป และสัมภาระไม่ลงทะเบียน หรือ Carry-on ซึ่งจะผ่านจุดตรวจค้นก่อนเข้าสู่พื้นที่ควบคุมภายในสนามบิน

นางสาวปวีณา ระบุว่า กระบวนการตรวจค้นใช้ทั้งเครื่องเอกซเรย์ เครื่องตรวจร่างกาย เครื่องตรวจโลหะแบบมือถือ และการตรวจเพิ่มเติมโดยเจ้าหน้าที่ในกรณีพบสิ่งต้องสงสัย โดยเป้าหมายหลักของการตรวจด้านความปลอดภัยการบิน คือการป้องกันอาวุธ วัตถุระเบิด วัตถุอันตราย รวมถึงอุปกรณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเที่ยวบิน เช่น แบตเตอรี่สำรองและของเหลวบางประเภท

ขณะเดียวกัน ยอมรับว่ากรณีการซุกซ่อนสิ่งผิดกฎหมายในลักษณะที่ตรวจจับได้ยาก เป็นประเด็นที่ทุกหน่วยงานต้องนำกลับไปทบทวนและยกระดับมาตรการ โดยเฉพาะการตรวจหาสารเสพติดซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ปปส. กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นางสาวปวีณา กล่าวว่า AOT และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือร่วมกันเพื่อทบทวนกระบวนการรักษาความปลอดภัย หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประเทศและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะดังกล่าวซ้ำอีก

สำหรับมาตรการเพิ่มเติม AOT ได้ประสาน ปปส. ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มกำลังสนับสนุนในพื้นที่สนามบิน รวมถึงการใช้สุนัขตำรวจ หรือ K9 เข้ามาช่วยตรวจหาสารเสพติดมากขึ้น ทั้งในพื้นที่ขาเข้าและขาออก โดยคาดว่าจะเห็นการปฏิบัติงานเชิงรุกมากขึ้นในพื้นที่สนามบิน เช่น บริเวณเช็กอินและพื้นที่ที่มีผู้โดยสารหนาแน่น

นอกจากนี้ AOT ระบุว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบและจับกุมการลักลอบขนยาเสพติดได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งเที่ยวบินขาออกและขาเข้า โดยช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการตรวจพบผู้ต้องสงสัยลักลอบนำเฮโรอีนออกนอกประเทศที่ท่าอากาศยานภูเก็ต และล่าสุดยังมีการจับกุมที่ท่าอากาศยานดอนเมือง สะท้อนว่าการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

นางสาวปวีณา กล่าวย้ำว่า AOT จะทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารทั่วไปที่ไม่ได้มีเจตนากระทำความผิด โดยเป้าหมายสำคัญคือการป้องกันเหตุซ้ำและรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบความปลอดภัยของสนามบินไทย

Back to top button