KTB แนะสะสมบอนด์-เตือนเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุ 34 บ.

KTB มองบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นแตะ 4.58% จากแรงหนุนคาดการณ์ FED คงดอกเบี้ยและราคาน้ำมันพุ่งตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมแนะทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาวเมื่อยีลด์เกิน 4.50% ขณะที่เงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงผันผวนสองทาง เตือนหากความขัดแย้งลุกลามกระทบพลังงาน มีโอกาสอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้น สู่ระดับ 4.58% ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และแรงกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ

สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (FED) รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย)

โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4)

นายพูน กล่าวอีกว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะสั้นยังเผชิญความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า (Two-way risk) โดยปัจจัยสำคัญยังขึ้นอยู่กับมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งจะอิงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ รวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด

แม้เงินบาทอาจมีจังหวะแข็งค่าตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ แต่หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง โดยเฉพาะกรณีที่กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งกลับขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือสูงกว่า ซึ่งจะหนุนให้ตลาดคาดการณ์ว่า FED อาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่องและกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าทะลุระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ได้

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ไม่ลุกลามและยังไม่มีผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คาดว่าราคาพลังงานจะทยอยชะลอลง และเงินบาทมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโอกาสกลับมาแข็งค่าหากเกิดความคืบหน้าในการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ยังแนะนำให้ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อการปรับคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของ FED รวมถึงจับตาความเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น หลังอ่อนค่าทะลุ 162 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งมีความเสี่ยงพลิกกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็วได้ ขณะที่มุมมองระยะกลางยังคงประเมินว่าเงินบาทอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าหรือแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน และจะเปลี่ยนกลับเป็นแนวโน้มแข็งค่าได้ก็ต่อเมื่อเงินบาทแข็งค่าทะลุระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจนในกรอบเวลารายสัปดาห์ หรือแข็งค่าผ่านระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ในกรอบเวลารายวัน

Back to top button