ASPS อัปเป้า SET ปีนี้ทดสอบ 1,720 จุด แนะสะสม “พลังงาน-แบงก์-ประกัน”

ASPS ปรับเป้าหมายดัชนีปีนี้แตะระดับ 1,720 จุด ชี้ตลาดผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว รับอานิสงส์กระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้า ประเมินกำไร บจ.แข็งแกร่ง  พร้อมแนะนักลงทุนจับจังหวะสลับกลุ่มเล่น เน้นหุ้นพลังงาน ธนาคาร และประกันภัย เป็นหลุมหลบภัยช่วงสงครามรอบใหม่


นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASPS เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปจะถูกขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนของนักลงทุน โดยมีสาเหตุหลักมาจากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.7-2.8% และคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในกรอบ 2% ปลายๆ ถึง 3% ตามทิศทางราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่าจะยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับ 1% ทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงติดลบและกดดันกำลังซื้อ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนต้องไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยที่จูงใจราว 4.0-4.6% รวมถึงเป็นตลาดที่อุดมไปด้วยหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock)

ทั้งนี้โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยเอื้อประโยชน์ต่อสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมาก เนื่องจากสัดส่วนกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กว่า 30% (อ้างอิงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) และสัดส่วนมูลค่าตามราคาตลาดรวม (Market Cap) กว่า 25% มาจากหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ราคาคอมมอดิตี้ที่ปรับตัวสูงขึ้นจึงส่งผลบวกโดยตรงต่อกำไร บจ. ไทยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2565 จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่หนุนให้กำไร บจ. ทำสถิติสูงสุดที่ 3.44 แสนล้านบาท และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติให้ไหลเข้าซื้อสุทธิระดับ 2 แสนล้านบาทในปีนั้น

สำหรับช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ กำไร บจ. ได้ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งที่ระดับ 3.57 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่ ASPS ประเมินไว้ที่ 1.2 ล้านล้านบาท (คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 95 บาท) ทำให้ฝ่ายวิจัยเชื่อมั่นว่าจะไม่มีความเสี่ยงในการปรับลดประมาณการกำไร (Downside Risk) แม้ว่าแนวโน้มกำไรในไตรมาส 2 อาจจะชะลอตัวลงบ้าง เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่คาดว่าจะไม่ปรับตัวลดลงรุนแรง เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นมาใหม่ได้ช่วยพยุงราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ให้ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยสนับสนุนด้านกำไรที่แข็งแกร่ง ประกอบกับความเชื่อมั่นต่อนโยบายภาครัฐและการผลักดันมาตรการเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาท ส่งผลให้ ASPS ปรับลดสมมติฐานส่วนชดเชยความเสี่ยงของตลาดหุ้น (Earning Yield Gap) ลงจากระดับ 5% เหลือ 4.5% (ปรับลดลง 0.50%) ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณร่วมกับอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัว 1% จึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ ASPS ประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET Index ขึ้นเป็น 1,720 จุด จากเดิมที่คงเป้าหมายไว้ที่ 1,580 จุดมานานกว่า 8-9 เดือนนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของปีก่อน โดยประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดของปีนี้ไปแล้วในไตรมาส 2

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่การฟื้นตัวยังคงกระจุกตัวแบบ K-Shaped ตามที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ระบุไว้ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดได้บ้าง แต่ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโมเมนตัมจากผลประกอบการที่สามารถขับเคลื่อนดัชนีให้ไปต่อได้

ด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ดัชนีมีความผันผวนและอาจปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับเปลี่ยนสลับกลุ่มเล่น (Rotation) เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาถึงมูลค่าที่เหมาะสม โดยเน้นไปที่ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในระดับสูง นำโดย บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP 2. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรดอกเบี้ยที่สิ้นสุดขาลง และ 3. กลุ่มประกันภัย ที่ได้ประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

Back to top button