
WTI ปิดบวก 3.54 เหรียญ รับศึกสหรัฐ-อิหร่านเดือด
สัญาญาณน้ำมันดิบ WTI ปิดบวก 3.54 ดอลลาร์ หรือ 4.48% และเบรนท์ปิดบวก 3.87 ดอลลาร์ หรือ 4.59% แตะระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือน หลังตลาดกังวลสงครามสหรัฐฯและอิหร่านกระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นมากกว่า 4% ในวันศุกร์ (17 ก.ค.69) หลังสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่า การขนส่งน้ำมันอาจเผชิญผลกระทบเพิ่มเติม หากเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงถูกปิดกั้น ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเผชิญข้อจำกัดอยู่แล้ว
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 3.54 ดอลลาร์ หรือ 4.48% ปิดที่ 82.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 3.87 ดอลลาร์ หรือ 4.59% ปิดที่ 88.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบทั้งสองประเภทปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิ.ย. และปรับตัวขึ้นประมาณ 16% ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยกระดับขึ้นอีกในวันศุกร์ หลังสหรัฐฯ โจมตีสะพานและสนามบินหลายแห่งในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโรงไฟฟ้าและโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลในคูเวต
นอกจากนี้ อิหร่านระบุว่า ได้โจมตีฐานปฏิบัติการของสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลางเพิ่มเติม รวมถึงการโจมตีเป้าหมายโดยตรงในซีเรียเป็นครั้งแรก หลังสหรัฐฯ โจมตีฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่านติดต่อกันเป็นคืนที่ 6
นักวิเคราะห์จาก Lipow Oil Associates ระบุว่า ตลาดตอบสนองต่อความรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังการโจมตีขยายวงไปยังโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านและประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ หากมีเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีและได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อ เนื่องจากเจ้าของเรืออาจปฏิเสธการเดินเรือเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
การล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังอิหร่านเพิ่มการโจมตีเรือที่เดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว
ก่อนเกิดสงคราม น้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานทั่วโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน อิหร่านได้กดดันกลุ่มฮูตีให้ปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง หากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าของอิหร่าน
นักวิเคราะห์จาก PVM Oil Associates ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียได้เปลี่ยนเส้นทางส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ไปยังท่าเรือยานบู ผ่านท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น หากเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จะถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่ออุปทานน้ำมันโลก
นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ซาอุดีอาระเบียได้เปลี่ยนเส้นทางส่งออกน้ำมันดิบมากกว่า 70% ของปริมาณปกติต่อวันไปยังท่าเรือยานบูริมทะเลแดง โดยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณส่งออกจากท่าเรือดังกล่าวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจากประมาณ 973,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านกระทรวงกลาโหมกาตาร์เปิดเผยว่า กองทัพสามารถสกัดการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านได้ในช่วงเช้าวันศุกร์
ขณะเดียวกัน กองทัพยูเครนเปิดเผยว่า ได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียในแคว้นยาโรสลัฟล์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานในตลาดโลก

