“ฮั่วเซ่งเฮง” ชี้ภาษีทรัมป์ดันเงินเฟ้อสหรัฐ จับตา “ดอกเบี้ยเฟด-ค่าเงินบาท” ชี้ชะตาทองคำ

"ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส" ชี้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อราคาทองคำโลก ผ่านแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยของเฟด พร้อมเปิดตัวแปรสำคัญอย่าง "ค่าเงินบาท" ที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน ทำให้ราคาทองคำในประเทศได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดโลก แนะนักลงทุนจับตาทิศทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม


นายวราวุธ เบญจาพุทธารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยถึงมุมมองต่อมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารอบใหม่ของสหรัฐอเมริกาว่า ประเด็นดังกล่าวกำลังกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดการเงินโลกอีกครั้ง โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงต้นทุนการค้าและการส่งออก แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงไปยังอัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน และราคาทองคำ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้บริหารความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอน

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส ประเมินว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในรอบนี้มีความซับซ้อนมากกว่าการตีความเพียงว่า “หากภาษีสูงขึ้นแล้วราคาทองคำจะต้องปรับขึ้นตาม” เนื่องจากปัจจุบันตลาดกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่อาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ มาตรการภาษีนำเข้ามีแนวโน้มที่จะผลักดันให้ต้นทุนสินค้านำเข้าปรับตัวสูงขึ้น โดยผู้ประกอบการจำนวนมากอาจเลือกที่จะส่งผ่านภาระต้นทุนดังกล่าวไปยังผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุน (Cost-push Inflation) ตามปกติแล้ว ภาวะเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากนักลงทุนมักเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อรักษามูลค่าของเงินลงทุน

อย่างไรก็ตาม หากอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นจนส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป หรือตัดสินใจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งสถานการณ์นี้จะไปเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ และอาจเป็นปัจจัยที่จำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำโลกในระยะสั้น ด้วยเหตุนี้ ราคาทองคำจึงไม่ได้ตอบสนองต่อมาตรการภาษีในลักษณะเส้นตรง แต่เป็นผลจากการชั่งน้ำหนักระหว่าง “แรงหนุนจากความเสี่ยง” และ “แรงกดดันจากดอกเบี้ย”

สำหรับนักลงทุนไทย ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดไม่ได้มีเพียงความเคลื่อนไหวของราคาทองคำโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทิศทางของค่าเงินบาท ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำในประเทศ หากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยชะลอตัว รายได้จากต่างประเทศลดลง และกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ในสหรัฐฯ จะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลง ซึ่งปัจจัยนี้จะเข้ามาช่วยพยุงราคาทองคำไทยไว้ได้ แม้จะเป็นช่วงที่ราคาทองคำโลกกำลังปรับตัวลดลงก็ตาม

ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวจนส่งผลให้เฟดมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ย ราคาทองคำโลกจะได้รับแรงหนุนอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันหากค่าเงินบาทยังคงอ่อนค่าจากปัจจัยภายในประเทศ จะส่งผลให้ราคาทองคำไทยสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้มากกว่าราคาทองคำโลก สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนไทยมักพบกับสถานการณ์ที่ว่า “ทองโลกลง แต่ทองไทยลงน้อย” หรือ “ทองโลกขึ้น แต่ทองไทยขึ้นแรงกว่า” ซึ่งล้วนเป็นผลมาจากกลไกของอัตราแลกเปลี่ยนที่เข้ามามีบทบาทร่วมกับทิศทางของราคาทองคำโลก

ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส ประเมินทิ้งท้ายว่า นโยบายการค้าของสหรัฐฯ จะยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินในระยะต่อไป นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งทิศทางเงินเฟ้อของสหรัฐฯ การดำเนินนโยบายของเฟด และทิศทางของค่าเงินบาทควบคู่กันไป เนื่องจากทั้งสามปัจจัยนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อราคาทองคำไทย

ในภาวะที่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ในระดับสูง การบริหารความเสี่ยง การกระจายการลงทุน และการติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน จะมีความสำคัญไม่แพ้ไปกว่าการคาดการณ์ทิศทางของราคาทองคำเพียงอย่างเดียว เนื่องจากผลตอบแทนจากทองคำสำหรับนักลงทุนไทยนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตลาดโลกเพียงด้านเดียว แต่ยังสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ค่าเงินบาท และกระแสเงินทุนระหว่างประเทศควบคู่กันไป

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการลงทุน ทางฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส พร้อมให้บริการและให้คำปรึกษา โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-112-2222 กด 6 หรือผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน Line: @hgfsocial

Back to top button