6 โบรกชี้ SCC พลิกเกมปิโตรเคมี ผนึก PTTGC ดันฟื้นปี 70 เป้าสูงสุด 315 บาท

6 โบรกมองบวก SCC แม้กำไรไตรมาส 3/69 ต่ำคาด ชี้ดีลร่วมทุน SCGC-PTTGC ตั้งเป้า Synergy สูงสุด 6.8 พันล้านบาทต่อปี พร้อมโครงการ Ethane ของ LSP ช่วยลดต้นทุนการผลิต หนุนธุรกิจปิโตรเคมีฟื้นตัวในปี 70 ให้ราคาเป้าหมาย 290–315 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ต.ค.69) ความคืบหน้าการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เพื่อรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน

หลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงในหลักการ โดยกำหนดสัดส่วนการถือหุ้น PTTGC ที่ 56% และ SCGC ที่ 44% พร้อมตั้งเป้าสร้างผลประโยชน์ร่วมจากการดำเนินงาน (Synergy) ประมาณ 5,100–6,800 ล้านบาทต่อปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจปิโตรเคมีในระยะยาว

จากความคืบหน้าดังกล่าว ส่งผลให้นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ 6 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจของ SCC แม้ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 จะต่ำกว่าคาด โดยให้น้ำหนักกับโอกาสฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมีในปี 2570 จากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC และการปรับโครงสร้างต้นทุนโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรระยะยาว

สำหรับการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดังกล่าว SCGC และ PTTGC ได้บรรลุข้อตกลงในหลักการเพื่อรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย โดย PTTGC จะถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% คาดว่าจะสร้างผลประโยชน์ร่วมจากการดำเนินงาน (Synergy) ประมาณ 5,100–6,800 ล้านบาทต่อปี ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการจัดซื้อร่วมกัน โดย SCC เตรียมจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 3 ธันวาคม 2569 ก่อนตั้งเป้าปิดธุรกรรมในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

ทั้งนี้ SCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 2,386 ล้านบาท พลิกกลับจากขาดทุนสุทธิ 669 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงประมาณ 79% จากไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่าประมาณการนักวิเคราะห์ โดยมีแรงกดดันสำคัญจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่กลับมาขาดทุนตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ลดลง รวมถึงโครงการ LSP ซึ่งหยุดดำเนินการผลิตตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้มีผลขาดทุนจากโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3,300 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและความต้องการในประเทศที่ชะลอตัว

ด้าน บล.เคจีไอ ระบุว่า กำไร SCC ไตรมาส 3/2569 ต่ำกว่าประมาณการฝ่ายวิจัย 45% และต่ำกว่าตลาดคาด 42% แต่ยังมองบวกต่อดีลร่วมทุน SCGC-PTTGC ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันระยะยาว อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอรายละเอียดการรับรู้ผลประโยชน์จาก Synergy ก่อนประเมินผลต่อกำไรอย่างชัดเจน ขณะที่คาดว่ากำไรหลักไตรมาส 4/2569 จะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แต่เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 305 บาท

ขณะที่ บล.ดาโอ ประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2569 มีโอกาสได้รับแรงหนุนจากปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ฟื้นตัว หลังโรงงาน ROC กลับมาดำเนินการผลิต รวมถึงโอกาสฟื้นตัวของธุรกิจวัสดุก่อสร้าง โดยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 20,400 ล้านบาท และปี 2570 ที่ 17,600 ล้านบาท พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 290 บาท

ส่วน บล.กรุงศรี มองว่า กำไรปกติไตรมาส 4/2569 มีโอกาสฟื้นตัวทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า จากปริมาณขายปิโตรเคมีที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 13% หลังโรงงาน ROC กลับมาเดินเครื่อง ประกอบกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่ปี 2570 จะได้รับแรงหนุนจากโครงการ Ethane ของ LSP ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยคาดว่ากำไรปกติช่วงปี 2569–2571 จะเติบโตเฉลี่ย 110% ต่อปี จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 315 บาท ซึ่งสูงสุดในกลุ่มโบรกเกอร์ที่นำมาวิเคราะห์

ด้าน บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า แม้ธุรกิจเคมีภัณฑ์ไตรมาส 3/2569 จะกลับมาขาดทุนประมาณ 1,700 ล้านบาท และ LSP มีผลขาดทุนเพิ่มขึ้น แต่ยังมองว่าการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC เป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวระยะยาว โดยเฉพาะ Synergy ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นปีละ 5,100–6,800 ล้านบาท และโครงการ Ethane ที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิต พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 290 บาท

สำหรับ บล.ฟิลลิป ประเมินว่าผลประกอบการ SCC มีโอกาสฟื้นตัวในปี 2570 จากโครงการ LSP ซึ่งเตรียมเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบอีเทนที่มีต้นทุนต่ำกว่าแนฟทา โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงกลางปีหน้า ช่วยลดภาระขาดทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเคมีภัณฑ์ จึงคงคำแนะนำ “ทยอยซื้อ” โดยบทวิเคราะห์ระบุราคาพื้นฐานปี 2570 ที่ 304 บาทต่อหุ้น

ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ มองว่า กำไร SCC ไตรมาส 4/2569 ยังมีความเสี่ยงทรงตัวถึงอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากโรงงาน MOC มีแผนหยุดซ่อมบำรุงในเดือนพฤศจิกายน และเป็นช่วงความต้องการปิโตรเคมีต่ำตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวระยะยาวจากโครงการ LSP Ethane และการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC ซึ่งจะช่วยปรับโครงสร้างต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 294 บาท

โดยภาพรวม นักวิเคราะห์ทั้ง 6 สำนักยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ SCC แม้แนวโน้มกำไรระยะสั้นยังมีความผันผวน โดยประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในปี 2570 ได้แก่ การกลับมาเดินเครื่องผลิตของ LSP การเริ่มใช้วัตถุดิบอีเทน และการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน SCGC-PTTGC ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

Back to top button