YLG มองทองคำขาขึ้น ลุ้น Gold Spot แตะ 5,000 ดอลลาร์

บ.วายแอลจีฯ (YLG) มองทองคำผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แม้ระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ย Fed และบอนด์ยีลด์ ชี้ Gold Spot มีโอกาสทะลุ 4,500 ดอลลาร์ ลุ้นแตะ 4,850-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 69 แนะจัดทองคำ 5-15% ของพอร์ต ล่าสุด YLG เดินหน้าความร่วมมือกับแบงก์ไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดทางนักลงทุนไทยซื้อขายทองคำสกุลดอลลาร์โดยตรง ใช้ Wholesale Rate ลดต้นทุน FX และรองรับ Real-Time Settlement ยกระดับมาตรฐานซื้อขายทองคำไทยสู่สากล


นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูง บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยมุมมองแนวโน้มราคาทองคำว่า แม้ในระยะสั้นราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร แต่ปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวยังมีแรงสนับสนุน มองว่าราคาทองคำได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ

สำหรับปัจจัยกดดันราคาทองคำในระยะข้างหน้า มาจากทิศทางดอกเบี้ยของ Fed เป็นสำคัญ โดยตลาดประเมินว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ และอาจมีการปรับขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนมี.ค.2570 หากอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้เงินบางส่วนไหลออกจากทองคำเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยแทน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจส่งผลให้ประชาชนต้องจัดสรรรายได้ไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้ความต้องการลงทุนในทองคำลดลง ขณะที่การไหลออกของกองทุน SPDR Gold Shares ซึ่งมีแรงขายทองคำออกมาในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเชิงบวกที่ช่วยพยุงราคาทองคำ โดยเฉพาะแนวโน้มการลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือ De-dollarization ซึ่งกลุ่มประเทศ BRICS และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่บางส่วนเริ่มกระจายการถือครองสินทรัพย์และเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองมากขึ้น ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำในระยะยาว ขณะเดียวกัน สถานการณ์ทางการเมืองของสหรัฐฯ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ลดลงอาจทำให้การผลักดันงบประมาณและนโยบายต่าง ๆ มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งหากส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

นางพวรรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับกรอบราคาทองคำ YLG มองว่าจุดต่ำสุดของทองคำโลก หรือ Gold Spot น่าจะผ่านไปแล้วบริเวณ 3,040-3,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถผ่านระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อไปทดสอบบริเวณ 4,850-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ภายในสิ้นปี2569 อย่างไรก็ตาม ระดับสูงสุดเดิมบริเวณ 5,580 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจยังไม่เห็นการกลับไปทดสอบภายในปีนี้ เนื่องจากยังมีแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตร โดยต้องติดตามแนวทางการดำเนินนโยบายของ Fed อย่างใกล้ชิด

ส่วนราคาทองคำในประเทศ YLG ประเมินแนวต้านสูงสุดไว้ที่ประมาณ 77,000 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ยังมองว่าการปรับขึ้นไปแตะระดับ 82,000 บาทในระยะใกล้ยังเป็นไปได้ยาก โดยจุดรับที่น่าสนใจอยู่บริเวณ 61,000-62,000 บาท ด้านกลยุทธ์การลงทุน YLG แนะนำให้นักลงทุนจัดสรรทองคำไว้ประมาณ 5-15% ของพอร์ตการลงทุนโดยรวม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงและป้องกันความผันผวนของพอร์ต เนื่องจากทองคำมีคุณสมบัติในการช่วยลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงเผชิญแรงกดดัน

สำหรับจังหวะเข้าลงทุน แนะนำกลยุทธ์ Buy on Dip หรือทยอยซื้อเมื่อราคาปรับตัวลง โดยมองกรอบ 4,100-4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการสะสม เนื่องจากเป็นช่วงราคาที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาว ส่วนผู้ลงทุนที่ซื้อทองคำไว้ในระดับราคาสูง หรือ “ติดดอย” หากไม่มีเงินลงทุนเพิ่มเติม แนะนำให้ใช้ความอดทนและถือครองต่อ เนื่องจากภาพระยะยาวของทองคำยังมีทิศทางเป็นขาขึ้น ขณะที่ผู้ที่มีเงินลงทุนเพิ่มเติม ควรแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การลงทุนระยะยาว ระยะกลาง และการเทรดระยะสั้น เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต โดยกำไรจากการเทรดระยะสั้นสามารถนำมาช่วยสร้างกระแสเงินสดและลดแรงกดดันจากการถือครองทองคำในราคาสูง

สำหรับปี 2570 YLG มองว่ามีโอกาสเห็นราคาทองคำกลับไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมได้ โดยเฉพาะหลังไตรมาส 2/2570 เป็นต้นไป ซึ่งต้องติดตามความชัดเจนของนโยบาย Fed หลังเดือนมีนาคมว่าจะมีทิศทางอย่างไร

นางพวรรณ์ กล่าวว่า ล่าสุด YLG เดินหน้าความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เพื่อยกระดับการซื้อขายทองคำของไทยสู่มาตรฐานสากล โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยสามารถซื้อขายทองคำในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐได้โดยตรง ลักษณะใกล้เคียงกับการลงทุนในตลาดต่างประเทศ จุดเด่นสำคัญของความร่วมมือดังกล่าว คือ นักลงทุนสามารถใช้อัตราแลกเปลี่ยนในระดับ Wholesale Rate หรืออัตราแลกเปลี่ยนราคาขายส่งจาก SCB ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเทียบกับการใช้อัตราแลกเปลี่ยนทั่วไป พร้อมรองรับระบบ Real-Time Settlement ให้การซื้อขายและชำระเงินเป็นไปแบบเรียลไทม์ตามราคาตลาดทองคำโลก

“บริการดังกล่าวยังมุ่งตอบโจทย์นักลงทุนที่เคยซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศหรือแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับการรับรอง ซึ่งมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการถอนเงิน โดยการดำเนินงานผ่านระบบของ SCB จะช่วยเพิ่มความมั่นใจด้านมาตรฐานและความปลอดภัยในการทำธุรกรรม” นางพวรรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ YLG ยืนยันว่าการซื้อขายมีสินทรัพย์รองรับจริง โดยมีการสำรองทั้งเงินและทองคำในสัดส่วน 100% เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าเมื่อซื้อทองคำจะมีทองคำรองรับ และเมื่อทำธุรกรรมด้านเงินก็มีเงินรองรับอย่างครบถ้วน

Back to top button