
3 โบรกชู “แบงก์ไทย” แกร่ง-ปันผลเด่น ชู KBANK-KTB ท็อปพิก
3 นักวิเคราะห์ชั้นนำจาก “KSS-INVX-BLS” มองหุ้นกลุ่มธนาคารไทยยังน่าสนใจ จากการตั้งสำรองระดับสูงและฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง พร้อมรับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ทั้ง Data Center และ FDI ขณะเดียวกันยังมีแนวโน้มปันผลในอัตราสูง พร้อมยกให้ KBANK, KTB และ BBL เป็นหุ้นเด่น
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ถึงกรณีที่ Bloomberg Intelligence มองทิศทางเชิงลบต่อ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ในช่วงครึ่งปีหลังจากความกังวลด้านคุณภาพสินเชื่อกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ว่า ภาพรวมของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยในปัจจุบันยังคงแข็งแกร่ง และมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ชัดเจนขึ้น
โดยการฟื้นตัวดังกล่าวรับแรงหนุนจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เริ่มมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจรองรับวัฏจักรการลงทุน โดยเฉพาะการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางข้อมูล (Data Center Hub) ของภูมิภาค ส่งผลให้สินเชื่อในช่วง 6 เดือนแรกของปีเติบโตได้ถึง 2% ซึ่งถือว่าเป็นทิศทางเชิงบวกที่เหนือกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเชื่อว่าการเติบโตจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จะค่อย ๆ กระจายตัวไปสู่ระดับกลางและกลุ่มฐานรากแบบค่อยเป็นค่อยไปในระยะถัดไป
นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้มีการตั้งสำรองล่วงหน้าในระดับสูงมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีกันชนรองรับความเสี่ยงที่แข็งแกร่งมาก ประกอบกับอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ของไทยอยู่ในระดับที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ดังนั้น วัฏจักรเศรษฐกิจที่นำโดยการลงทุน (Investment-led) จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโต ทั้งในส่วนของสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียมจากการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)
ขณะที่ปัจจุบัน หุ้นกลุ่มธนาคารซื้อขายบนระดับราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ที่ระดับ 0.99 เท่า ซึ่ง KSS ประเมินว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นไปสู่ระดับ 1.2-1.4 เท่าได้ ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์จากงบไตรมาส 2 ที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่นำดัชนีได้ โดยมีหุ้นเด่นคือ KBANK และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงมีสถานะซื้อสุทธิในหุ้นกลุ่มธนาคารไทย
สำหรับทิศทางการจ่ายเงินปันผลของกลุ่มธนาคารยังคงมีแนวโน้มเชิงบวก คาดว่าจะรักษาระดับการจ่ายปันผลที่สูง และอาจมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ในบางธนาคาร ซึ่งจะช่วยหนุนให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ของกลุ่มธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้น
ด้าน นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ INVX เปิดเผยว่า INVX ไม่ได้มีมุมมองเชิงลบต่อ KBANK หลังถูก Bloomberg Intelligence มีมุมมองเชิงลบช่วงครึ่งปีหลัง แต่หากเปรียบเทียบในกลุ่มธนาคารด้วยกัน มองว่า ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มีความโดดเด่นและปลอดภัยกว่า
สำหรับมุมมองนักลงทุนต่างชาติต่อหุ้นธนาคารปัจจุบัน คาดว่าอยู่ในระดับทรงตัว และมองว่าต่างชาติมักให้ความสนใจหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล โรงไฟฟ้า และการท่องเที่ยวมากกว่า ขณะที่กลุ่มธนาคารอาจต้องรอให้ภาพรวมเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจน หรือราคาปรับฐานลงมาจึงจะกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่าเงินทุนต่างชาติมีโอกาสไหลกลับเข้ามา โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
ขณะที่หุ้นที่จะได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนต่างชาติ นำโดย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, KTB, BBL, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL
นายอรรถนันต์ ปิยเศรษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์ต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีหลังมองว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติยังมีโอกาสไหลเข้ามาได้อีกมาก เมื่อเทียบสัดส่วนเงินทุนที่ไหลออกไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กับเม็ดเงินที่เพิ่งไหลกลับเข้ามาในปีนี้ จะเห็นได้ว่ายังมีช่องว่าง (Gap) ค่อนข้างกว้าง
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนต่างชาติในรอบนี้ มองว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความผันผวนค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ จุดเด่นสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย คือการจ่ายเงินปันผลที่อยู่ในอัตราสูง

