
KKP เป้าใหม่ 150 บาท โบรกชู ROE แกร่ง ปันผลสูง 8%
โบรกฯ ยก แบงก์เกียรตินาคินภัทร (KKP) หุ้นเด่นเดือน ส.ค.69 บล.กสิกรไทย เคาะเป้า 150 บาท ชู ROE มีศักยภาพแตะ 12–13% ขณะที่ บล.บีเอส วิคเคอร์ส ปรับเป้าราคาเป็น 120 บาท คาดปันผลปีนี้เพิ่มเป็น 7.25 บาทต่อหุ้น ด้าน บล.เมย์แบงก์ แนะ “ซื้อ” ราคาเป้า 125 บาท มอง Non-NII โตแกร่ง สินเชื่อฟื้น Credit Cost ลด หนุนผลประกอบการครึ่งปีหลัง
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุว่า ฝ่ายวิจัย KS ยกหุ้นธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP เป็นหุ้นเด่นเดือน ส.ค. 2569 ด้วยการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น จากอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น ( ROE) ที่โดดเด่น โดยฝ่ายวิจัยฯ แนะนำ “ซื้อ” KKP ราคาเป้าหมาย 150.00 บาท พร้อมคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธนาคาร โดยเราเริ่มเห็นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมธนาคารจากวัฏจักรที่เปลี่ยนจากการลดขนาดสินเชื่อ (Deleveraging) กลับเข้าสู่ช่วงการขยายตัวของสินเชื่อ
ซึ่งการเติบโตของสินเชื่อทั้งระบบอยู่ที่ 2.2% นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ณ ไตรมาส 2/2569 นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็น 2 ไตรมาสติดต่อกัน หลังจากหดตัวต่อเนื่อง 7 ไตรมาส นอกจากนี้ ภาวะตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้นและธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่แข็งแกร่งขึ้นในอุตสาหกรรม ยังช่วยให้รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ (ไม่รวมFair Value through Profit or Loss :FVTPL) เติบโต 17% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
“เราเชื่อว่า KKP เป็นธนาคารขนาดกลางที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนเหนือกว่ากลุ่มในระยะยาว จากการเปลี่ยนผ่านจากธนาคารแบบดั้งเดิมที่มี ROE ต่ำ ไปสู่ธุรกิจบริการทางการเงินที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น คล้ายกับธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกอย่าง Goldman Sachs และ Morgan Stanley ซึ่งมีรายได้ค่าธรรมเนียมคิดเป็นประมาณ 80% ของรายได้รวม และมี ROE อยู่ที่ราว 20%” ฝ่ายวิจัย KS ระบุ
ทั้งนี้ KKP กำลังปรับโครงสร้างสู่การเป็นผู้ให้บริการทางการเงินที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น และคาดว่ากำไรจะได้รับประโยชน์จากวัฏจักรของธุรกิจธนาคารที่กลับเข้าสู่ช่วงการขยายตัวของสินเชื่อ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่ดีขึ้น และ credit cost ที่ลดลง
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ไดม์ (ประเทศไทย) จำกัด (Dime!) และธุรกิจตลาดทุนจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม ประกอบกับอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (CET1 Ratio) ที่แข็งแกร่งระดับ 13.6% ซึ่งจะสนับสนุนให้ ROAE อยู่ที่ 12–13% มีโอกาสให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 7–8% ตั้งแต่ปี 2570 และยังมี upside เพิ่มเติมต่อการประเมินมูลค่า โดย KKP ได้ปรับเป้าหมายทางการเงินปี 2569 โดยปรับเพิ่มเป้าหมาย ROAE จาก 10–11% เป็น 12–13%
ขณะที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (DBSV) แนะนำ “ซื้อ” หุ้น KKP พร้อมปรับราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 120 บาท จากเดิม 98 บาท มองว่า KKP มีโอกาสที่จะจ่ายเงินปันผลเพิ่มในปี 2569 เนื่องจากผลประกอบการเติบโตแกร่ง มีเงินที่ได้จากการแปลงสภาพวอร์แรนต์แล้ว และมีส่วนเหลือหลังจากใช้ในการขยายธุรกิจแล้ว คาดว่าเงินปันผลปีนี้จะเพิ่มเป็น 7.25 บาทต่อหุ้น (จาก 5.7 บาทต่อหุ้นในปี 2568)
ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-Interest Income :Non-NII) เป็นบวก โดยหลักมาจากรายได้ค่าธรรมเนียม ส่วนผลขาดทุนจากการขายรถยึดคาดว่าจะทรงตัวใกล้กับไตรมาส 2/2569 ต้นทุนเครดิตมีแนวโน้มปรับลดลงในครึ่งหลังของปี 2569 ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี2569 ขึ้น +11% เพื่อสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้
ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” หุ้น KKP พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 125 บาท โดยช่วงปลายเดือนก.ค.2569 ที่ผ่านมา นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ได้ปรับเป้าหมายทางการเงินสำคัญของปี 2569 โดยปรับเป้า ROE เพิ่มขึ้น 2% เป็น 12-13% และปรับเป้าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (Loan Spread) เพิ่มขึ้น 0.20% เป็น 4.5-4.6%
นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ลดเป้าหมายสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให่เกิดรายได้ (NPL) ลง 0.90% เหลือ 3.5% และลดเป้าหมายต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ลง 0.30% เหลือ 1.3-1.5% เพื่อสะท้อนผลประกอบการในครึ่งแรกของปี 2569 ภาพรวมการดำเนินงานยังคงแข็งแกร่งจากการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ที่โดดเด่น ต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและการควบคุมต้นทุนที่ดี
ดังนั้น ธนาคารจึงใช้การเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับงบการเงิน โดยการตัดจำหน่าย (Write-off) NPL ของสินเชื่อ SME รายย่อยจำนวน 1.8 พันล้านบาท และเพิ่มอัตราส่วนเงินสำรองต่อ NPL (NPL Coverage ratio) ขึ้นเป็น 150% ในไตรมาส 2/2569

