
“ไพบูลย์” ชูวัฏจักรลงทุนใหม่ แนะรัฐดึงทุนยาว-อัพเงินออม 27%
"ไพบูลย์ นลินทรางกูร" เตือนรัฐบาลตั้งเป้าดันการลงทุน 30% ของจีดีพี ต้องเร่งเพิ่มเงินออมชาติให้ถึง 27% เพื่อป้องกันวิกฤตซ้ำรอยปี 40 จากการพึ่งพาเงินร้อน ชี้เศรษฐกิจไทยหยุดพัฒนามา 10 ปี แนะเร่งดึงทุนระยะยาวจากต่างชาติ หนุนลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับประเทศอย่างยั่งยืน
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงแนวทางการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในอนาคตว่า หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งสำคัญคือต้องผลักดันให้ประเทศกลับเข้าสู่วัฏจักรการลงทุน (Investment Cycle) รอบใหม่อีกครั้ง หลังจากช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยการตั้งเป้าหมายผลักดันการลงทุนกลับขึ้นไปสู่ระดับ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม แต่คำถามสำคัญคือแหล่งที่มาของเงินทุนจะมาจากส่วนใด
ปัจจุบันอัตราการออมระดับชาติ (Gross National Saving) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 24% ของจีดีพี หากเร่งการลงทุนไปถึง 30% โดยที่การออมไม่เพิ่มขึ้น ส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะสะท้อนออกมาในรูปของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งต้องชดเชยด้วยเงินทุนจากต่างประเทศ ประเทศไทยเคยมีบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่มีการลงทุนสูงและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 8% ของจีดีพี ประกอบกับการพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นจำนวนมาก เมื่อกระแสเงินทุนไหลออกจึงก่อให้เกิดปัญหาสภาพคล่องและวิกฤตการเงินในที่สุด
อย่างไรก็ตาม การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลผลิต (Productive Assets) ไม่ใช่เรื่องเสียหาย โดยระดับที่ยอมรับได้สำหรับประเทศกำลังพัฒนาคือไม่เกิน 3% ของจีดีพี ดังนั้น หากรัฐบาลตั้งเป้าลงทุน 30% ควรวางกรอบเพิ่มการออมแห่งชาติเป็นไม่น้อยกว่า 27% ของจีดีพี ควบคู่กันไป และให้ส่วนต่าง 3% ถูกชดเชยด้วยเงินออมจากต่างประเทศ (Foreign Saving) เพื่อเป็นฐานที่มั่นคงในการลงทุน
รัฐบาลควรยกระดับการเพิ่มการออมให้เป็นวาระสำคัญของประเทศ ครอบคลุมทั้งภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ โดยเฉพาะการเร่งสร้างระบบออมระยะยาวเพื่อการเกษียณ เช่น การผลักดันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นภาคบังคับ และการใช้มาตรการสร้างแรงจูงใจทางภาษี (TISA) ด้วยวงเงินที่สูงพอ ซึ่งเงินออมเหล่านี้จะกลายเป็นทุนระยะยาว (Long-term Capital) สำหรับนำไปลงทุนเพิ่มศักยภาพของประเทศ
นอกจากนี้ ไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากต่างประเทศ เช่น เม็ดเงินลงทุนโดยตรง (FDI), กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds), กองทุนบำเหน็จบำนาญระดับโลก, กองทุนประกันชีวิต, ธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งของครอบครัว (Family Offices) และนักลงทุนสถาบันระยะยาว มากกว่าเงินทุนระยะสั้นที่ไหลออกได้เร็ว ดังนั้น การผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางทางการเงินระดับภูมิภาค การพัฒนาตลาดทุนให้ได้มาตรฐานสากล การปรับกฎหมายทรัสต์ (Trust) และการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย จึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การออมแห่งชาติ
นายไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปริมาณการลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยกศักยภาพเศรษฐกิจไทยได้ เนื่องจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า ผลิตภาพการผลิตรวม (Total Factor Productivity: TFP) ของไทยในช่วงปี 2558-2566 เติบโตเพียง 0% ต่อปี สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยหยุดพัฒนามากว่า 10 ปี ดังนั้นวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่จะต้องนำโดยผลิตภาพ (Productivity-led Investment) ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, เซมิคอนดักเตอร์, ระบบอัตโนมัติ, ทุนมนุษย์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยต้องตั้งคำถามเสมอว่าจะออมอย่างไรและหาเงินทุนระยะยาวจากที่ใด เพื่อให้การลงทุนในอนาคตเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

