“ชัยยศ” มอง SET ผันผวน รับศึกตะวันออกกลาง-เสี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้น ชู GULF-GPSC-SCC เด่น

“ชัยยศ จิวางกูร” มองตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อ ดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อเพิ่มความเสี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่หุ้นไทยยังมีแรงหนุนจาก PDP2026-ไทยเที่ยวไทยพลัส แนะสะสม GULF-GPSC-SCC พร้อมเตือนสายการบิน-โลจิสติกส์-ไฟแนนซ์ รับแรงกดดันต้นทุนและบอนด์ยีลด์สูง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 ก.ย. 69) นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามในระยะนี้ยังอยู่ที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่ประเด็นการเมืองในประเทศแม้เริ่มมีกระแสข่าวออกมา แต่ยังไม่ถึงระดับที่ต้องให้น้ำหนักมากในเชิงกลยุทธ์การลงทุน

สำหรับสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน มองว่าความขัดแย้งมีแนวโน้มยืดเยื้อ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังไม่มีจุดร่วมที่จะนำไปสู่การเจรจาได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง และมีโอกาสส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ก่อนสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในระยะถัดไป

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมาอาจยังไม่สะท้อนโดยตรงต่อข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาวะราคาในช่วงก่อนหน้า แต่หากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ผลกระทบมีแนวโน้มเริ่มปรากฏชัดในตัวเลขเงินเฟ้อช่วงถัดไป

ส่วนการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า ตลาดส่วนใหญ่ยังคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัด ๆ ไปเริ่มเพิ่มขึ้น หากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% และราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยผลักดันต้นทุน เนื่องจากเฟดยังไม่ได้ปิดโอกาสในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

นายชัยยศกล่าวว่า หากอัตราดอกเบี้ยกลับเข้าสู่วงจรขาขึ้น จะเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงและตลาดหุ้น เนื่องจากต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น และอาจกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่หลายประเทศเริ่มมีทิศทางนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น จึงเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะความคืบหน้าของ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP2026 หลังการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเป็นไปในทิศทางที่ดี และยังไม่พบแรงคัดค้านที่มีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นว่าการลงทุนด้านกำลังผลิตไฟฟ้าในระยะถัดไปมีโอกาสเร่งตัวขึ้น

นอกจากนี้ โครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส ซึ่งมีการเพิ่มวงเงินและเตรียมนำมาใช้ในช่วงปลายปี ถือเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงไตรมาส 4/69 และสนับสนุนหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการบริโภคและการท่องเที่ยว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า KSS แนะนำ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เนื่องจากมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จาก PDP2026 และมีฐานเงินทุนรองรับการลงทุนได้ดี ขณะที่ GPSC ยังมีปัจจัยบวกจากโอกาสต่ออายุการดำเนินกิจการโรงไฟฟ้า IPP

ขณะเดียวกัน หุ้นที่น่าสนใจจากภาวะราคาน้ำมันและวัฏจักรปิโตรเคมี ได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC โดยกำไรส่วนสำคัญในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากธุรกิจปิโตรเคมี หลังบริษัทปรับสัดส่วนการขายไปยังผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นสูงขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

KSS ประเมินว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ปิโตรเคมีสเปรดมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงได้อย่างน้อยจนถึงสิ้นปี 2569 เนื่องจากผู้ซื้อมีแนวโน้มเร่งสั่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ล่วงหน้า ท่ามกลางความกังวลว่าต้นทุนจากราคาน้ำมันอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก จึงแนะนำ “ซื้อสะสม” SCC ให้ราคาเป้าหมาย 315 บาท

สำหรับกลุ่มที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง KSS มองว่าหุ้นที่มี ราคาน้ำมันเป็นต้นทุนหลัก จะได้รับแรงกดดันโดยตรง โดยเฉพาะ กลุ่มสายการบิน รวมถึงกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งต้องติดตามความสามารถในการผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้า โดยสายการบินจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันอย่างชัดเจน

อีกกลุ่มที่ควรระวังคือ กลุ่มไฟแนนซ์ เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งไทยและสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวเคลื่อนไหวอ่อนแอกว่า SET Index ในช่วงที่ผ่านมา

Back to top button