
CGSI ชี้ดาต้าเซ็นเตอร์หนุนกำไรหลังปี 71 ชู GULF รับประโยชน์สูงสุด
CGSI มองธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จะเริ่มสร้างผลกำไรอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2571 ชู GULF รับประโยชน์สูงสุดจากกำลังผลิตไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องราว 163 เมกะวัตต์ ขณะที่การทบทวนเกณฑ์ใหม่คาดกระทบกลุ่มโรงไฟฟ้าระยะสั้นจำกัด
บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ (9 ก.ย.69) ว่า การทบทวนหลักเกณฑ์กำกับดูแลโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ฝ่ายวิจัยศึกษาอย่างจำกัด เนื่องจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ยังสร้างส่วนแบ่งกำไรให้แก่ผู้ประกอบการเพียงเล็กน้อย และคาดว่าจะยังไม่ส่งผลต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญก่อนปี 2571
ทั้งนี้ CGSI อ้างอิงรายงานข่าวจากสื่อหลายแห่ง ซึ่งระบุว่า ประเทศไทยได้สั่งให้ชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการชั่วคราวรวม 166 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 49 โครงการ และโครงการที่อยู่ระหว่างขออนุญาต 117 โครงการ ระหว่างที่หน่วยงานภาครัฐกำลังจัดทำกรอบกำกับดูแลฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน
กรอบกำกับดูแลดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ความเหมาะสมของพื้นที่ ตลอดจนมาตรฐานด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
นอกจากนี้ โครงการในอนาคตจะต้องผ่านการประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สร้างให้แก่ประเทศไทย ทั้งด้านการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และระบบคลาวด์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ของไทย
CGSI ประเมินว่า การทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้สะท้อนความกังวลของผู้กำหนดนโยบายต่อความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะไฟฟ้า น้ำ สถานีไฟฟ้าย่อย และระบบเชื้อเพลิงสำรอง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่าการชะลอโครงการดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว เพื่อรอปรับปรุงกรอบกำกับดูแลให้มีความชัดเจนและเข้มงวดมากขึ้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศ
หลักเกณฑ์ใหม่คาดว่าจะพิจารณาความพร้อมของแต่ละโครงการ ทั้งด้านกำลังไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่การจัดทำแผนที่ทรัพยากรน้ำ หรือ Water Map ต่อจากแผนที่กำลังไฟฟ้า หรือ Power Map สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงของการคัดกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนมากกว่าการเร่งเพิ่มกำลังรองรับอย่างรวดเร็ว
ฝ่ายวิจัยคาดว่า หลักเกณฑ์ใหม่จะเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทที่มีความพร้อมด้านที่ดิน กำลังการผลิตไฟฟ้า ใบอนุญาต ระบบสาธารณูปโภค และพันธมิตรทางธุรกิจอยู่แล้ว แต่อาจเพิ่มอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการเข้าสู่ตลาด
ในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ CGSI มองว่า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณ 163 เมกะวัตต์
ขณะที่บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM มีโอกาสได้รับประโยชน์เช่นกัน จากการมีที่ดินในทำเลยุทธศาสตร์ ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานเดิม ตลอดจนความร่วมมือกับลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ระดับโลก หรือ Hyperscaler
CGSI ประเมินว่า ผลกระทบต่อกำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้าในระยะสั้นยังมีจำกัด ขณะที่ความชัดเจนด้านกฎระเบียบจะช่วยวางรากฐานให้อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะต่อไป
สำหรับปัจจัยบวกต่อประมาณการ ได้แก่ การเติบโตของโครงการพลังงานหมุนเวียนและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA ที่เร็วกว่าคาด ความต้องการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่แข็งแกร่งกว่าประมาณการ รวมถึงความสำเร็จในการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS
ส่วนความเสี่ยงด้านลบ ได้แก่ ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ที่สูงกว่าคาด ความล่าช้าในการดำเนินการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ฉบับปี 2569 หรือ PDP2026 ตลอดจนการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียนที่ล่าช้ากว่าแผน
ทั้งนี้ CGSI คงคำแนะนำ “คงน้ำหนักการลงทุน” หรือ Neutral สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ การพัฒนาโครงการต้องใช้เวลานาน และธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีสัดส่วนต่อกำไรของผู้ประกอบการค่อนข้างต่ำ แม้แนวโน้มระยะยาวของดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังอยู่ในทิศทางบวกก็ตาม

