SCBAM จับมือ BlackRock ส่ง 2 กองทุนใหม่สู้ตลาดผันผวน

SCBAM ประเมินแนวโน้มการลงทุนยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ ชี้กลยุทธ์จัดพอร์ตแบบ 60/40 อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เดินหน้าจับมือ BlackRock เปิดตัวกองทุน SCBGMCORE(A) และ SCBGOFIX(A) ชูกลยุทธ์กระจายการลงทุนสู่สินทรัพย์ทางเลือก พร้อมโมเดลควบคุมความผันผวน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในทุกสภาวะตลาด


นายปิยะภัทร์ ภัทรภูวดล Director ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในปีนี้มีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความผันผวน โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ แม้จะมีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) หยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่การเจรจายังคงไร้ข้อสรุป

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจและตลาดหุ้นโลกแสดงความยืดหยุ่นในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยตลาดหุ้นหลายแห่งฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม หรือทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะเติบโตที่ 3% ซึ่งปรับลดลงเล็กน้อยจากประมาณการเดิม และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นในปี 2570 ทั้งนี้ หากสถานการณ์สงครามไม่รุนแรงเท่าช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน และราคาน้ำมันดิบโลกไม่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลยาวนาน เศรษฐกิจโลกน่าจะยังสามารถรับมือได้

ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกยังคงมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล AI ซึ่งช่วยหนุนให้การส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดย SCBAM ประเมินว่าเส้นทางการเติบโตของ AI จะดำเนินต่อไปในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค Generative AI ไปสู่ Agentic AI ที่สามารถรับคำสั่งและทำงานซับซ้อนเฉพาะด้านได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้ความต้องการชิปและพลังงานในการประมวลผลเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

โดยหากไม่นับรวมสินค้ากลุ่มชิปและเซมิคอนดักเตอร์ การส่งออกของหลายประเทศรวมถึงจีนอาจเติบโตไม่สูงนัก นอกจากนี้ โลกยังเผชิญความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงักบ่อยครั้ง ทั้งจากปัญหาตู้สินค้าขาดแคลนในช่วงที่ผ่านมา ความเสี่ยงด้านการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ลดลง และความไม่แน่นอนทางการเมืองหากโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ประเด็นราคาสินค้าและน้ำมันที่อาจกลับไปแตะระดับ 90-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ยังคงเป็นความเสี่ยงที่กดดันให้เงินเฟ้อเร่งตัว แม้ปัจจุบันจะชะลอลงบ้างแต่ยังวางใจไม่ได้ ปัจจัยนี้ส่งผลให้ตลาดต้องพับความคาดหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยมีแนวโน้มที่ Fed จะใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวต่อไป นอกจากนี้ ยังต้องจับตาท่าทีของ Kavin Warsh ประธาน Fed ซึ่งที่ผ่านมาได้ลดการสื่อสารชี้ทิศทางนโยบาย (Forward Guidance) ลง ทำให้ตลาดต้องตีความกันเองและอาจนำไปสู่ความผันผวนที่มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ การกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนรวมจึงเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนในปัจจุบัน

นางนวรัตน์ เจียมกิจรุ่ง Director ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน SCBAM กล่าวเสริมว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม พอร์ตการลงทุนแบบดั้งเดิม หรือ 60/40 (ลงทุนในหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40%) เริ่มมีประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากเหตุการณ์ในปี 2565 ที่ตลาดหุ้นและตราสารหนี้ปรับตัวลดลงพร้อมกันจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้น SCBAM จึงมองว่าการพึ่งพาสินทรัพย์เพียงสองประเภทไม่เพียงพออีกต่อไป และได้ร่วมมือกับ BlackRock พัฒนาโซลูชันสำหรับพอร์ตการลงทุนหลัก (Core Portfolio) ผ่านกองทุน SCBGMCORE(A) (ระดับความเสี่ยง 5) สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูง

กองทุน SCBGMCORE(A) เป็นกองทุนผสมที่แบ่งการลงทุนออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1. Diversified ETF Core อาศัยเครือข่ายกองทุน iShares ของ BlackRock ในการเลือกลงทุนครอบคลุมสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ ผ่าน ETF ทั้งแบบ Active และ Passive 2. Liquid Alternatives ลงทุนผ่านกองทุน Flagship ของ BlackRock ที่มีความสัมพันธ์กับหุ้นและตราสารหนี้ในระดับต่ำ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพและลดความผันผวนให้พอร์ต และ 3. กลยุทธ์ควบคุมความผันผวน (Volatility Control) ซึ่งเป็นโมเดลประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าเฉพาะของ BlackRock โดยปกติจะประเมินกรอบ 30 วัน แต่หากตลาดผันผวนสูงจะปรับกรอบเป็น 10 วัน และอาจเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสดเพื่อปกป้องพอร์ตระยะสั้น ทั้งนี้ กองทุนดูแลโดยทีม Multi Asset Strategy ของ BlackRock ที่บริหารสินทรัพย์กว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงอย่างระมัดระวังและรับความเสี่ยงได้ไม่สูง SCBAM ได้นำเสนอกองทุน SCBGOFIX(A) (ระดับความเสี่ยง 4) ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ 100% เน้นจัดพอร์ตยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรดอกเบี้ย ลงทุนเชิงรุกผ่าน ETF ตราสารหนี้และสินทรัพย์สภาพคล่องสูง โดยใช้ Futures ช่วยบริหารอายุตราสาร (Duration) อย่างยืดหยุ่น ซึ่งบริหารโดยทีมผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ระดับโลกของ BlackRock ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นทางเลือกอันมั่นคงให้กับนักลงทุน

Back to top button