
นักกฎหมายยัน “กสทช.” ทำงานได้แม้ไร้ประธาน ชี้ “สรณ” นั่งต่อเสี่ยงกระทบมติประชุม
นักกฎหมายชี้ กสทช. ยังเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ได้แม้ไม่มีประธาน เหตุมีกรรมการเหลือ 6 คน พร้อมระบุหาก “นพ.สรณ” ยังร่วมใช้อำนาจ อาจเกิดข้อโต้แย้งต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติที่ประชุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ก.ย.69) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ส.ส.ม.ท. และเครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ จัดเวทีเสวนา “กสทช. ‘ชะงัก’ แล้วใครได้รับผลกระทบ? ทางออกอยู่ตรงไหน?” เพื่อหารือสถานการณ์การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภายหลังเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะประธาน กสทช.
รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามหลักกฎหมายปกครอง คำวินิจฉัยทางปกครองยังคงมีผลบังคับใช้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเพิกถอน หรือมีคำสั่งทุเลาการบังคับ ดังนั้น ในเมื่อปัจจุบันยังไม่มีคำสั่งศาลให้ทุเลาการบังคับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา จึงเห็นว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่มีสถานะเป็นกรรมการและประธาน กสทช. ตามผลของคำวินิจฉัยดังกล่าว
รศ.ดร.ณรงค์เดช ระบุว่า หาก ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างที่คำวินิจฉัยยังมีผลบังคับ อาจเกิดข้อโต้แย้งทางกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีตำแหน่ง รวมถึงอาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายเพิ่มเติม หากมีองค์ประกอบหรือเจตนาตามที่กฎหมายอาญากำหนด
ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับคำฟ้องของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ซึ่งขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาไว้พิจารณาแล้ว อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 18 ก.ย.69 ยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยดังกล่าว
สำหรับประเด็นการทำงานของ กสทช. รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า การไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ไม่ได้ทำให้คณะกรรมการทั้งชุดไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากปัจจุบันยังมีกรรมการที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ 6 คน ซึ่งมากกว่าองค์ประกอบขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่กลไกการเรียกประชุมเมื่อไม่มีประธาน
ตามแนวทางที่เสนอ กรรมการ กสทช. จำนวน 2 คนสามารถเข้าชื่อเรียกประชุม และให้สำนักงาน กสทช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการดำเนินการจัดประชุม จากนั้นกรรมการที่เข้าร่วมประชุมสามารถเลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อให้การพิจารณาวาระและการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. สามารถเดินหน้าต่อไปได้
รศ.ดร.ณรงค์เดช อธิบายว่า เมื่อกรรมการที่เหลือมีองค์ประกอบครบถ้วนตามกฎหมาย การใช้อำนาจของคณะกรรมการย่อมสามารถดำเนินต่อได้ และแม้ในอนาคตศาลจะมีคำพิพากษาที่ทำให้สถานะทางกฎหมายในข้อพิพาทเปลี่ยนแปลงไป การกระทำของคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบโดยชอบในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่ได้เสียไปโดยอัตโนมัติ โดยอ้างหลักตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองประกอบคำอธิบาย
อย่างไรก็ตาม หากบุคคลซึ่งตามคำวินิจฉัยที่ยังมีผลบังคับไม่มีสถานะเป็นกรรมการ เข้าร่วมประชุมหรือร่วมใช้อำนาจในนาม กสทช. อาจนำไปสู่ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมและมติที่เกิดขึ้น
รศ.ดร.ณรงค์เดช กล่าวว่า หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้กระบวนการของ กสทช. กลับเข้าสู่กลไกที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเสนอให้กรรมการ 2 คนเข้าชื่อเรียกประชุม ก่อนให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการจัดประชุม และให้กรรมการที่เหลือเลือกผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อเดินหน้าพิจารณาวาระและปฏิบัติภารกิจขององค์กรต่อไป
พร้อมกันนี้ รศ.ดร.ณรงค์เดช เห็นว่า แม้ในอนาคตศาลปกครองจะมีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา การดำเนินการของคณะกรรมการ กสทช. ที่มีองค์ประกอบโดยชอบด้วยกฎหมายในระหว่างนี้ยังคงมีผลตามกฎหมาย ขณะที่การปล่อยให้บุคคลซึ่งตามคำวินิจฉัยปัจจุบันไม่มีสถานะกรรมการเข้ามาร่วมใช้อำนาจ อาจกลับสร้างความเสี่ยงต่อความสมบูรณ์ของการดำเนินการและมติของ กสทช.

