
ปตท. ปักหมุดผู้นำ LNG ภูมิภาค ดันพอร์ตแตะ 15 ล้านตันปี 78
กลุ่ม ปตท. ประกาศทิศทางธุรกิจบนเวที Gastech 2026 วางก๊าซธรรมชาติและ LNG เป็นพลังงานหลักระยะยาว เร่งกระจายแหล่งจัดหา–บริหารพอร์ตสัญญา พร้อมต่อยอดโครงข่ายท่อกว่า 4,500 กิโลเมตร และ LNG กำลังรองรับ 19 ล้านตันต่อปี ต่อยอดไทยสู่ศูนย์กลางการค้า LNG ของภูมิภาค ควบคู่ลงทุน CCS–AI ยกระดับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
- ปตท. วางก๊าซ–LNG แกนยุทธศาสตร์ ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลางพลังงานภูมิภาค
ท่ามกลางตลาดพลังงานโลกที่เผชิญทั้งความผันผวนของราคา ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางการค้าที่คาดการณ์ได้ยาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เดินหน้าต่อยอดธุรกิจพลังงาน โดยใช้จุดแข็งด้านก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เป็นฐานสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่การขยายโอกาสเติบโตในตลาดต่างประเทศ
ทิศทางดังกล่าวได้รับการสะท้อนผ่านงาน Gastech 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ได้รับเชิญให้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นก๊าซธรรมชาติ ความมั่นคงทางพลังงาน และความยั่งยืนบนเวทีระดับโลก
สำหรับนักลงทุน การปรากฏตัวในเวทีดังกล่าวสะท้อนความตั้งใจของกลุ่ม ปตท. ในการนำโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่มาต่อยอดสู่ธุรกิจการค้าและบริการพลังงานระดับภูมิภาค รวมถึงสร้างโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
- ก๊าซธรรมชาติเป็น “Destination Fuel”
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT ระบุว่า กลุ่ม ปตท. ยึดหลักสร้างสมดุลด้านพลังงาน 3 มิติ หรือ Energy Trilemma ประกอบด้วย ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้และภาคธุรกิจสามารถแข่งขันได้ และความยั่งยืน
ทั้งสามด้านจำเป็นต้องเดินหน้าไปพร้อมกันโดยเลือกแนวทางการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะกับบริบทและความพร้อมของแต่ละประเทศ เพื่อดูแลต้นทุนพลังงานควบคู่กับการลดคาร์บอน
ภายใต้แนวคิดนี้ ปตท. มองก๊าซธรรมชาติและ LNG เป็น “Destination Fuel” หรือพลังงานที่ยังมีบทบาทในระบบระยะยาว ไม่ได้เป็นเพียงเชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมีความยืดหยุ่น ช่วยรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center
- โครงสร้างพื้นฐานคือแต้มต่อสำคัญ
กลุ่ม ปตท. มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ขยายการลงทุนใน 10 ประเทศทั่วโลก และผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศและประเทศใกล้เคียงเข้าสู่ระบบพลังงานไทย
ก๊าซธรรมชาติถูกส่งผ่านโครงข่ายท่อของ ปตท. ทั้งบนบกและในทะเล รวมระยะทางกว่า 4,500 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับสถานีรับและแปรสภาพ LNG จำนวน 2 แห่ง ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด หรือ PTTLNG
สถานีทั้งสองแห่งมีกำลังการแปรสภาพ LNG กลับเป็นก๊าซธรรมชาติรวม 19 ล้านตันต่อปี เพื่อสนับสนุนการส่งมอบก๊าซให้แก่ภาคผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง สินทรัพย์เหล่านี้ถือเป็นแต้มต่อของ ปตท. ในการรองรับปริมาณ LNG ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการต่อยอดประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงและการค้า LNG ของภูมิภาค หรือ Regional LNG Hub
- เร่งพอร์ต LNG สู่ 15 ล้านตัน
อีกหนึ่งทิศทางที่ต้องจับตาคือการขยายบทบาทจากผู้จัดหาพลังงานภายในประเทศ ไปสู่การเป็นผู้เล่นในตลาด LNG ระดับโลก หรือ Global LNG Player
ปตท. ตั้งเป้าขยายปริมาณในพอร์ต LNG เป็น 3.7 ล้านตันในปี 2569 เพิ่มเป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และแตะ 15 ล้านตันภายในปี 2578 นอกเหนือจาก LNG ภายใต้สัญญาระยะยาวที่จัดหาเพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศรวม 6.2 ล้านตันต่อปี
การเพิ่มขนาดพอร์ตจะช่วยเปิดโอกาสให้ ปตท. บริหารแหล่งจัดหา อายุสัญญา และจังหวะซื้อขายได้ยืดหยุ่นขึ้น ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และสร้างโอกาสเพิ่มมูลค่าจากส่วนต่างราคาในตลาดโลก
ปัจจุบันธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. มีสำนักงานมากกว่า 6 แห่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และมีเครือข่ายการค้าครอบคลุมกว่า 80 ประเทศ ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานรองรับการขยายธุรกิจ LNG และการบริหารพอร์ตพลังงานในอนาคต
- เชื่อมโครงข่ายอาเซียน ลดความเสี่ยงพลังงาน
ปตท. ยังมองเห็นโอกาสจากการเชื่อมโยงระบบพลังงานในอาเซียน ซึ่งมีทั้งท่อส่งก๊าซธรรมชาติข้ามพรมแดนและโครงสร้างพื้นฐาน LNG กระจายอยู่ในหลายประเทศ
หากสามารถพัฒนาความร่วมมือด้านการจัดหา การแลกเปลี่ยน และการสำรองพลังงานระหว่างกันได้มากขึ้น จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภูมิภาค ลดผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ทำให้แหล่งผลิตหรือเส้นทางขนส่งบางแห่งหยุดชะงัก และสนับสนุนบทบาทของไทยในฐานะจุดเชื่อมโยงด้านพลังงาน
ปตท. ยังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบ Free Zone และ Virtual Inventory เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการจัดเก็บและแลกเปลี่ยน LNG สนับสนุนการพัฒนาไทยสู่ศูนย์กลางการค้า LNG ของภูมิภาค
- พัฒนา CCS–ประยุกต์ AI หนุนอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
นอกเหนือจากธุรกิจก๊าซและ LNG กลุ่ม ปตท. ยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย PTTEP ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์แล้วเมื่อปี 2568
โครงการดังกล่าวมีศักยภาพดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี และถือเป็นโครงการ CCS แห่งแรกของไทย ซึ่งอาจเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาโครงการในพื้นที่อื่น ตลอดจนต่อยอดไปสู่บริการลดคาร์บอนสำหรับภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ปตท. กำลังพัฒนาโครงการ Industrial Spark หรือ I-SPARK ในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง
กลุ่ม ปตท. ยังนำเทคโนโลยี IoT วิทยาการข้อมูล และ AI มาพัฒนาโซลูชันบริหารจัดการพลังงานสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอน
- ต่อยอดศักยภาพพลังงานไทยบนเวทีโลก
ภาพรวมทิศทางของ ปตท. จึงไม่ได้มุ่งเพิ่มปริมาณธุรกิจก๊าซเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ ทั้งแหล่งผลิต ระบบท่อ สถานีรับ LNG และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ มาสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่
ประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนต่อจากนี้ ได้แก่ ความคืบหน้าของเป้าหมายขยายพอร์ต LNG อัตราการใช้กำลังการรองรับของสถานี LNG โอกาสสร้างรายได้จากการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนความคุ้มค่าของการลงทุนใน CCS และธุรกิจคาร์บอนต่ำ
การร่วมเวที Gastech 2026 จึงเป็นโอกาสที่กลุ่ม ปตท. ได้นำความเชี่ยวชาญและมุมมองของไทยมาแลกเปลี่ยนกับผู้นำอุตสาหกรรมพลังงาน พร้อมต่อยอดความร่วมมือเพื่อให้ประเทศมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในต้นทุนที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดคาร์บอนและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ทั้งหมดนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า ปตท. สามารถรักษาสมดุลระหว่างภารกิจด้านความมั่นคงทางพลังงาน การดูแลต้นทุนของประเทศ และการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้มากน้อยเพียงใด ในช่วงที่โครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว







