
โรดโชว์นิวยอร์กกระหึ่ม! กองทุนโลกสนใจไทย ชู Data Center-โครงสร้างพื้นฐาน
“อนุทิน” นำทีมโรดโชว์นิวยอร์ก ด้าน “ศุภจี-ไชยชนก” ชี้กองทุนโลกสนใจไทย โดยเฉพาะ Data Center-โครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ “อัสสเดช-ไพบูลย์” มองเงินทุนมีโอกาสไหลกลับ ส่วน “อรกัญญา” เผย PIMCO พร้อมลงทุนบอนด์ดอลลาร์ ฟาก “พิพัฒน์” ย้ำรักษาวินัยการคลัง-เสถียรภาพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดินทางไปยัง Bank of America เพื่อนำเสนอข้อมูลและศักยภาพของประเทศไทยแก่นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่และภาคธุรกิจระดับโลกประมาณ 25 ราย โดยมี Mr. Bernard Mensah President of International Bank of America และนางสาวอรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอซโซซิเอชั่น ให้การต้อนรับ
นางศุภจีเปิดเผยภายหลังการโรดโชว์ว่า นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจประเทศไทยอย่างมาก โดยคณะผู้แทนไทยได้นำเสนอนโยบายสำคัญและทิศทางการพัฒนาประเทศ ขณะที่ประเด็นที่นักลงทุนสอบถามเป็นพิเศษ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งฝ่ายไทยชี้แจงว่า ไทยมองทั้งสหรัฐฯ และจีนเป็นพันธมิตรสำคัญ และดำเนินนโยบายบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน โดยรักษาสมดุลและไม่เลือกข้าง ทำให้ประเทศไทยสามารถทำงานร่วมกับมหาอำนาจทั้งสองประเทศได้
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นโยบายเทคโนโลยีดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนจุดแข็งของประเทศไทย โดยนักลงทุนยังสอบถามถึงแนวทางการกู้เงินของรัฐบาลและความเสี่ยงที่หนี้สาธารณะอาจเกินเพดานที่กำหนด ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด และการกู้เงินยังอยู่ภายใต้กรอบเพดานที่กำหนด
นางศุภจีระบุว่า นักลงทุนไม่ได้แสดงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก แต่ต้องการทำความเข้าใจนโยบายของประเทศให้ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้ยืนยันความร่วมมือกับ Microsoft ซึ่งมีการหารือเรื่องการลงทุนในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีกองทุนระดับโลกที่แสดงความพร้อมสนับสนุนประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center
สำหรับการลงทุนในศูนย์ข้อมูล นางศุภจีระบุว่า นักลงทุนบางส่วนเริ่มมองหาตลาดใหม่นอกสหรัฐฯ และให้ความสนใจประเทศไทย เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน และระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเคเบิล ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปยังตลาดอาเซียนในวงกว้างได้
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดวางโครงสร้าง กฎระเบียบ และข้อกำหนด เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคัดเลือกการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลที่สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ โดยไม่มุ่งเพียงการใช้ทรัพยากรหรือประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของไทยเท่านั้น
ด้านนายไชยชนกกล่าวว่า การดึงดูดการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลและระบบนิเวศเทคโนโลยีของไทยให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการสร้างระบบนิเวศในระยะยาว มากกว่าการรับเงินลงทุนเพียงครั้งเดียว โดยไทยกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมทั้งด้านการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน การดูแลทรัพยากรน้ำ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย และการสนับสนุนกำลังประมวลผล แม้เงื่อนไขดังกล่าวจะเพิ่มต้นทุนแก่ผู้ลงทุน แต่นักลงทุนยังแสดงความสนใจ เนื่องจากมองเห็นโอกาสที่ประเทศไทยจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของอาเซียน
นอกจากนี้ นักลงทุนยังสอบถามถึงปัญหาสังคมสูงวัยและแนวโน้มกำลังแรงงานของประเทศ ซึ่งฝ่ายไทยมองว่า การลดลงของกำลังแรงงานจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ประเทศต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น และอาจสร้างความต้องการด้านเทคโนโลยีในระยะยาว โดยนักลงทุนต้องการเห็นความชัดเจนทั้งด้านนโยบายและกระบวนการทำงานของภาครัฐ
นางสาวอรกัญญากล่าวว่า การประชุมกับนักลงทุนแบบกลุ่มมีผู้เข้าร่วมประมาณ 25 ราย ส่วนใหญ่เป็นกองทุนที่ลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว เช่น BlackRock, Blackstone, Citadel และ Fidelity โดยกองทุนที่เข้าร่วมมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมประมาณ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความสนใจจากนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ต่อประเทศไทย
ขณะที่การประชุมแบบตัวต่อตัว คณะผู้จัดงานเลือกหารือกับ Pacific Investment Management Company หรือ PIMCO ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนตราสารหนี้ขนาดใหญ่ของโลก มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารประมาณ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Manny Roman ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เข้าร่วมการหารือด้วยตนเอง
นางสาวอรกัญญาระบุว่า แม้ PIMCO จะเน้นลงทุนในตลาดตราสารหนี้และไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้น แต่ปัจจุบันเริ่มขยายการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล ผ่านการให้สินเชื่อหรือซื้อหุ้นกู้ของผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูล จึงถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ให้ความสนใจต่อธุรกิจ Data Center ในประเทศไทย
นอกจากนี้ PIMCO ยังสอบถามถึงการออกพันธบัตรรัฐบาลไทยในสกุลดอลลาร์สหรัฐ โดยนายอัสสเดชชี้แจงว่า ไทยมีสภาพคล่องสูงและมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องออกพันธบัตรดังกล่าว อย่างไรก็ตาม PIMCO เห็นว่าการออกพันธบัตรสกุลดอลลาร์ไม่จำเป็นต้องใช้วงเงินสูงเมื่อเทียบกับงบประมาณของประเทศ และการจัดโรดโชว์พันธบัตรในตลาดโลกอาจช่วยเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับประเทศไทย พร้อมระบุว่าจะสนใจลงทุนหากไทยมีการออกพันธบัตรดังกล่าว
PIMCO ยังให้มุมมองว่า แม้สหรัฐฯ มีสัดส่วนประมาณ 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของโลก แต่เงินลงทุนของกองทุนทั่วโลกถูกจัดสรรไปยังสหรัฐฯ สูงถึงประมาณ 70-80% ทำให้เริ่มมีการมองหาโอกาสการลงทุนนอกสหรัฐฯ โดยตลาดเอเชียมีโอกาสได้รับความสนใจมากขึ้น หากเกิดการกระจายเงินลงทุนออกจากตลาดสหรัฐฯ ในระยะยาว
ด้านนายอัสสเดชกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงแนวทางพัฒนาตลาดทุนไทยต่อกลุ่มนักลงทุน ทั้งโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับบริษัทจดทะเบียน และโครงการ BOI to IPO ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มบริษัทจากอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาเป็นทางเลือกให้นักลงทุนมากขึ้น รวมถึงตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยจากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 โดยเป้าหมายของการโรดโชว์ครั้งนี้คือการเพิ่มความสนใจจากทั้งนักลงทุนที่ลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้วและนักลงทุนรายใหม่
นายอัสสเดชระบุอีกว่า นักลงทุนสอบถามหลายครั้งเกี่ยวกับท่าทีของประเทศไทยต่อจีน ท่ามกลางการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทสหรัฐฯ ในประเทศไทย ซึ่งคณะผู้แทนไทยยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงรักษาสมดุลและให้ความสำคัญกับทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งและราคาพลังงาน โดยนายกรัฐมนตรีได้อธิบายแผนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า
ด้านนายไพบูลย์กล่าวว่า นักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ มีลักษณะการลงทุนระยะยาว จึงต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมถึงแนวทางสร้างกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่และการดึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยประเด็นสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจยังคงเป็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยเฉพาะท่าทีของประเทศไทยท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ
นายไพบูลย์ยังระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดไทยประมาณ 500,000 ล้านบาท หรือประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปีนี้มีเงินทุนไหลกลับประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 50,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 10% ของเงินที่เคยไหลออก จึงมองว่ายังมีโอกาสที่เงินทุนบางส่วนจะไหลกลับเพิ่มเติม โดยขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายของรัฐบาล
สำหรับศักยภาพของตลาดทุนไทย นายไพบูลย์ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเกิน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐประมาณ 20 บริษัท และเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ประมาณ 65 บริษัท ขณะที่หุ้นในดัชนี SET50 มีมูลค่าตลาดขั้นต่ำเฉลี่ยประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอยู่ในระดับที่นักลงทุนสถาบันสามารถลงทุนได้
นอกจากนี้ แม้บริษัทจดทะเบียนไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิม แต่หลายธุรกิจมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ เช่น ธุรกิจโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูล และธนาคารพาณิชย์ที่สามารถสนับสนุนสินเชื่อแก่โครงการลงทุนใหม่ ทำให้ตลาดทุนไทยยังมีสินทรัพย์รองรับความสนใจของนักลงทุนระหว่างการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจ
ด้านนายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อประเทศไทยมาระยะหนึ่ง และตลาดไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุน โดยปัจจัยสำคัญหลังจากนี้คือบริษัทจดทะเบียนต้องแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของกำไร ขณะที่การโรดโชว์ครั้งนี้เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะสื่อสารทิศทางนโยบายต่อผู้ลงทุนโดยตรง
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นฐานธุรกิจในเอเชีย พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเป็น 30% รวมถึงเดินหน้าการปฏิรูปและการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา เพื่อยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจของประเทศในระดับสากล
ส่วนประเด็นหนี้สาธารณะ นายพิพัฒน์ระบุว่า นักลงทุนให้ความสนใจกับการรักษาเสถียรภาพและวินัยทางการคลัง โดยแม้ต้นทุนการกู้ยืมของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แต่การที่อัตราผลตอบแทนในประเทศต่ำกว่าอาจทำให้เงินทุนเคลื่อนกลับไปยังสหรัฐฯ ได้ หากเกิดเหตุการณ์ที่กระทบความเชื่อมั่น ดังนั้น การรักษาวินัยการเงินการคลังและเสถียรภาพทางการเมืองจึงยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระแสเงินทุนในระยะต่อไป

