SCGP โชว์กำไร Q3 โต 113% แตะ 2.03 พันล้าน รับธุรกิจบรรจุภัณฑ์อินโดฯ ฟื้น-บริหารต้นทุนดี

SCGP รายงานผลดำเนินงานกำไรไตรมาส 3/69 แตะ 2,025.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112.53% รับธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซียฟื้นตัวต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพบริหารต้นทุน หนุนรายได้ขายโต 7% ขณะที่ธุรกิจเยื่อและกระดาษพลิกมีกำไร 59 ล้านบาท ดันกำไร 9 เดือนแรกพุ่ง 105.94% แตะ 5,895.83 ล้านบาท


บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 และงวด 9 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัท ดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงาน ไตรมาส 3/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,025.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112.53% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 953.23 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซียที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต และความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังเติบโต ส่งผลให้บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 32,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 30,438 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 5,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 4,154 ล้านบาท โดยมีอัตรา EBITDA Margin อยู่ที่ 16% เพิ่มขึ้นจาก 14% ในปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและความสามารถในการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะจากธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย

สำหรับสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร มีรายได้จากการขาย 25,323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 4,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% และมีกำไรสำหรับงวด 2,121 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากผลการดำเนินงานของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซียที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจในประเทศเวียดนาม แม้ความต้องการสินค้าบางประเภทในประเทศไทยยังชะลอตัวจากกำลังซื้อที่เปราะบาง

ด้านสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ มีรายได้จากการขาย 6,676 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี EBITDA อยู่ที่ 636 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% และพลิกกลับมามีกำไรสำหรับงวด 59 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 149 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาขายเยื่อเคมีละลายได้ (Dissolving Pulp) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงปริมาณการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการในตลาดยุโรป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิลดลง 12% จากระดับ 2,304 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ EBITDA ลดลง 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แม้ว่ารายได้จากการขายยังทรงตัวในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ กำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core Profit) ในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,945 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 5,895.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,862.89 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 94,326 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 94,204 ล้านบาท และมี EBITDA อยู่ที่ 15,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนที่ระดับ 12,643 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และผลการดำเนินงานของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซียที่ฟื้นตัว

นอกจากนี้ บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 2.4 เท่า ลดลงจาก 3.4 เท่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น โดยบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน การกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ และการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนการผลิตและเศรษฐกิจโลก

Back to top button