
HMPRO ส่งซิกยอดขาย Q4 แจ่ม รับไฮซีซั่น ชู 4 กลยุทธ์หนุนโต วางงบลงทุนปีละ 4–6 พันล้าน
HMPRO ลุ้นยอดขายไตรมาส 4/69 ฟื้นตัวรับไฮซีซัน เดินหน้าแผนขยายและปรับปรุง 5 สาขาในปีนี้ ชู 4 กลยุทธ์หลัก เพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Label และขยายธุรกิจบริการช่าง Home Service เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต พร้อมวางกรอบลงทุนปีละ 4–6 พันล้านบาทต่อเนื่องอีก 3–5 ปี
นายรักพงศ์ อรุณวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มนักลงทุนสัมพันธ์ กลยุทธ์ และความยั่งยืนองค์กร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เปิดเผยผ่านกิจกรรม Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 2 พ.ย.69 ว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,321 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,304 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายอยู่ที่ 15,726 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 15,622 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการรับรู้ยอดขายสาขาใหม่และธุรกิจบริการช่าง Home Service ที่เติบโตต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2569 นายรักพงศ์ประเมินว่า เป็นช่วงฤดูกาลขายสูงสุด (High Season) ของธุรกิจ เนื่องจากผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี โดยจากสถิติที่ผ่านมา ไตรมาส 4 มักเป็นช่วงที่บริษัทมียอดขายอยู่ในระดับสูง จึงคาดหวังว่ายอดขายจะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หากไม่มีปัจจัยผิดปกติเข้ามากระทบ
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภค และผลกระทบจากเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและพัฒนาบริการ เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงที่เหลือของปี
ด้านแผนขยายสาขาในปี 2569 บริษัทวางแผนเปิดและปรับปรุงสาขารวม 5 แห่ง แบ่งเป็นสาขารูปแบบ Hybrid จำนวน 4 แห่ง และ HomePro 1 แห่ง โดยเป็นการเปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง และปรับปรุงสาขาเดิม 3 แห่ง ซึ่งในไตรมาส 3 ได้ปรับปรุงเมกาโฮม สาขามีนบุรี เป็นรูปแบบ Hybrid เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้เปิดสาขา Hybrid เพิ่มเติมในจังหวัดภูเก็ต เพื่อขยายฐานลูกค้าทั้งกลุ่มเจ้าของบ้านและผู้รับเหมา ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีเครือข่ายร้านค้ารวม 134 สาขา
สำหรับกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ บริษัทมุ่งดำเนินงานภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ขยายฐานรายได้ และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว ประกอบด้วย
1. Core Strength เสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งการขนส่งและการจัดการสินค้าคงคลัง พร้อมขยายสัดส่วนสินค้า Private Label ซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่าสินค้าทั่วไปประมาณ 10–15% โดยปัจจุบันมีมากกว่า 36 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้ากว่า 25,000 รายการ
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 ธุรกิจ HomePro มีสัดส่วนยอดขายสินค้า Private Label เพิ่มขึ้นเป็น 22.2% จาก 21.2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ธุรกิจ Mega Home เพิ่มขึ้นเป็น 23.6% จาก 21% โดยบริษัทมีแผนเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มดังกล่าวต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนอัตรากำไรและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
2. Beyond Retail ยกระดับธุรกิจบริการช่าง Home Service ให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต (Growth Engine) ภายใต้แนวคิด “เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต” เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว พร้อมขยายฐานลูกค้าองค์กรและธุรกิจ (B2B)
3. Sustainable Growth & HomePro Ecosystem พัฒนาระบบนิเวศธุรกิจให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตสินค้า พร้อมเชื่อมโยงการจำหน่ายผ่านหน้าร้านและออนไลน์ (Omnichannel) รวมถึงส่งเสริมโครงการนำสินค้าเก่ามาแลกซื้อสินค้าใหม่ (Trade-In) และการรีไซเคิลร่วมกับพันธมิตร เพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หมุนเวียน (Circular Products)
4. Operational Efficiency เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนผ่านการขยายสาขารูปแบบ Hybrid ซึ่งรวม HomePro และ Mega Home ไว้ในพื้นที่เดียวกัน พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในกระบวนการทำงานและการกำหนดราคาสินค้า รวมถึงติดตั้ง Solar Rooftop และทดลองใช้ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว
สำหรับแผนการลงทุน บริษัทวางกรอบงบลงทุน (CAPEX) ตามปกติไว้ที่ 4,000–6,000 ล้านบาทต่อปี โดยจัดสรร 60–70% สำหรับขยายสาขาใหม่ และอีก 30–40% สำหรับปรับปรุงสาขาเดิม พัฒนาระบบ IT และซ่อมบำรุง พร้อมประเมินว่าในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า งบลงทุนจะยังคงอยู่ในกรอบดังกล่าว โดยไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่การลงทุนสาขาใหม่ บริษัทกำหนดอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (Internal Rate of Return: IRR) ขั้นต่ำ 10–12% ขึ้นไป และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) ประมาณ 5–8 ปี โดย HomePro มีระยะเวลาคืนทุนเร็วที่สุด รองลงมาเป็น Hybrid และ Mega Home ตามลำดับ

