
TRUE กำไร Q3 นิวไฮ 6.67 พันล้าน โต 324% โบรกเชียร์ซื้อ ชูเป้าสูงสุด 19 บาท
TRUE โชว์กำไรไตรมาส 3/69 นิวไฮ 6.67 พันล้านบาท โต 324% จากปีก่อน รับรายได้มือถือ-บรอดแบนด์ฟื้นและต้นทุนลดลง พร้อมจ่ายปันผล 0.16 บาท ขึ้น XD 13 พ.ย.นี้ โบรกมองกำไร Q4 เติบโตต่อ เคจีไอชูเป้า 15.20 บาท กรุงศรีให้ 19 บาท
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิประมาณ 6,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 324% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.8% จากไตรมาสก่อนหน้า ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่เติบโตขึ้น รวมถึงการบริหารต้นทุนและการรับรู้ประโยชน์จากการลดต้นทุนคลื่นความถี่ ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/2569 และปี 2570
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า TRUE รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวนประมาณ 6,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 324% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่และเป็นไปตามประมาณการของบริษัทหลักทรัพย์และตลาด
ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ประมาณ 6,800 ล้านบาท ลดลง 3% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังปรับรายการกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและผลขาดทุนจากการด้อยค่าบางรายการ ส่งผลให้กำไรหลักงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 20,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 74% ของประมาณการกำไรหลักทั้งปีของ KGI และ 75% ของประมาณการตลาด
สำหรับกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 3/2569 เพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไร EBITDA อยู่ที่ 60.8% ลดลงจาก 61.7% ในไตรมาส 2/2569
ทั้งนี้ กำไรหลักที่ปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้ามีสาเหตุจากค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น 2% ตามการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ รวมถึงค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นประมาณ 5% อย่างไรก็ตาม ผลกระทบบางส่วนได้รับการชดเชยจากผลประกอบการธุรกิจหลักทั้ง 3 กลุ่มที่แข็งแกร่งขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่ลดลงตามฤดูกาล และต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการชำระคืนหนี้
ส่วนกำไรที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการรับรู้ผลประหยัดต้นทุนคลื่นความถี่เต็มไตรมาส ภายหลังเริ่มรับรู้ประโยชน์ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ประกอบกับรายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่ปรับตัวดีขึ้น
สำหรับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ รายได้กลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิ 142,000 ราย ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือน (Blended ARPU) อยู่ที่ 222 บาท เพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 0.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านธุรกิจอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ประจำที่ (Fixed Broadband: FBB) มีรายได้เพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 508 บาท หรือเติบโต 2% จากปีก่อน และ 1% จากไตรมาสก่อนหน้า ประกอบกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 30,000 ราย
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในระยะถัดไป KGI ระบุว่า การประชุมนักวิเคราะห์ล่าสุดช่วยยืนยันแนวโน้มกำไรตามประมาณการเดิม จึงยังคงประมาณการกำไรหลักปี 2569–2571 โดยประมาณการดังกล่าวสูงกว่าคาดการณ์ของตลาดประมาณ 1–5% ลดลงจากส่วนต่าง 4–9% ณ ปลายเดือนกันยายน 2569 ทำให้ประเมินว่าตลาดอาจมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไรได้จำกัด
ขณะเดียวกัน TRUE ยังคงเป้าหมายผลประกอบการปี 2569 โดยคาดว่ารายได้จากการให้บริการหลักจะเติบโต 1–2% จากปีก่อน เทียบกับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกที่เติบโต 0.3% และประมาณการของ KGI ที่คาดว่าจะเติบโต 1.2%
ส่วน EBITDA บริษัทตั้งเป้าเติบโต 7–9% จากปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนแรกเติบโตแล้วประมาณ 10% และ KGI ประเมินการเติบโตทั้งปีที่ 8%
ทั้งนี้ KGI คาดว่ากำไรหลักไตรมาส 4/2569 จะเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดของปี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือในช่วงฤดูกาลขายสูงสุด (High Season) รวมถึงรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม KGI ยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงระยะยาวจากเทคโนโลยีการเชื่อมต่อดาวเทียมสู่โทรศัพท์มือถือโดยตรง (Direct-to-Device: D2D) ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยเฉพาะภายหลัง SpaceX เข้าซื้อคลื่นความถี่และมีแนวโน้มขยายธุรกิจเข้าสู่โครงข่ายโทรคมนาคมภาคพื้นดิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาด อำนาจการกำหนดราคา และรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการของผู้ประกอบการรายเดิมในระยะยาว
ทั้งนี้ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ในต่างประเทศบางแห่งได้รับผลกระทบจากความกังวลดังกล่าว จนมีการปรับลดมูลค่าหุ้นประมาณ 5–10% อย่างไรก็ตาม KGI ประเมินว่าความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการในประเทศไทยในระยะสั้นถึงระยะกลางยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากเทคโนโลยี D2D ยังคงมีข้อจำกัดด้านความสามารถในการรับส่งข้อมูล ต้องใช้เงินลงทุนสูง และมีอุปสรรคด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะการขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ดังนั้น แม้เทคโนโลยี D2D จะเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องติดตามในระยะยาว แต่ KGI ยังไม่มองว่าเป็นอุปสรรคต่อแนวโน้มกำไรระยะสั้นของ TRUE และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า TRUE รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 6,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 324% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.8% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 แม้กำไรสุทธิจะต่ำกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัยประมาณ 4.7% เนื่องจากบริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษจำนวน 294 ล้านบาท จากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ส่วนเกินและการด้อยค่าของสินทรัพย์โครงข่ายไฟเบอร์
อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมผลกระทบจากรายการพิเศษดังกล่าว TRUE จะมีกำไรปกติประมาณ 6,960 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามประมาณการของ บล.กรุงศรี
สำหรับประเด็นสำคัญในไตรมาส 3/2569 ได้แก่ รายได้ค่าบริการไม่รวมรายได้จากการเชื่อมต่อโครงข่าย (Interconnection Charge: IC) ที่เพิ่มขึ้น 0.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เติบโต 3% จากปีก่อน และ 0.8% จากไตรมาสก่อนหน้า
ขณะที่รายได้ธุรกิจบรอดแบนด์เพิ่มขึ้น 1.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 0.6% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์
ด้าน EBITDA อยู่ที่ประมาณ 28,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ที่เติบโตและประสิทธิภาพการควบคุมต้นทุน ขณะที่บริษัทมีการบันทึกค่าใช้จ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 187 ล้านบาท จาก 23 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569
ทั้งนี้ ผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 คิดเป็นประมาณ 77% ของประมาณการกำไรทั้งปีของ บล.กรุงศรี ซึ่งสะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่ยังเป็นไปตามคาด โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่าการเติบโตของกำไรจะต่อเนื่องเข้าสู่ไตรมาส 4/2569 จากจำนวนผู้ใช้บริการใหม่ที่เพิ่มขึ้นทั้งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์
นอกจากนี้ จากการประชุมร่วมกับผู้บริหาร TRUE พบว่าบริษัทยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/2569 และปี 2570 โดยคาดว่ารายได้ค่าบริการไม่รวม IC จะเติบโตดีขึ้นทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์ แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญความท้าทาย แต่บริษัทประเมินว่าความต้องการใช้งานข้อมูลผ่านโครงข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของลูกค้ายังคงแข็งแกร่ง
ขณะเดียวกัน TRUE ยังมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการลดต้นทุนภายหลังการควบรวมกิจการอย่างต่อเนื่อง แม้จะรับรู้ประโยชน์จากการควบรวมตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมาแล้วก็ตาม โดยบริษัทมุ่งรักษาประสิทธิภาพการบริหารค่าใช้จ่ายและควบคุมต้นทุนการดำเนินงานให้อยู่ในระดับใกล้เคียงปัจจุบัน
ด้วยปัจจัยดังกล่าว บล.กรุงศรียังคงประมาณการกำไรปี 2569 เติบโต 40% จากปีก่อน และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องอีก 20% ในปี 2570 สะท้อนแนวโน้มการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่แข็งแกร่งในระยะถัดไป
สำหรับการจ่ายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น TRUE ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ในอัตรา 0.16 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 13 พฤศจิกายน 2569 คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ประมาณ 82.9% เพิ่มขึ้นจากระดับ 73% ในไตรมาส 1/2569 และ 79% ในไตรมาส 2/2569 สะท้อนแนวโน้มการเพิ่มผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น
อย่างไรก็ตาม บล.กรุงศรีระบุว่า ความกังวลเกี่ยวกับการจำหน่ายเงินลงทุนของ China Mobile ยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้น TRUE ในระยะสั้น แต่ประเมินว่าปัจจัยดังกล่าวอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้น จากแนวโน้มผลประกอบการและเงินปันผลต่อหุ้นที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บล.เคจีไอ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น TRUE พร้อมราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 15.20 บาทต่อหุ้น ประเมินมูลค่าด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ภายใต้ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WACC) ที่ 6.1% และอัตราการเติบโตระยะยาว (TGR) ที่ 1% โดยมองว่า TRUE เป็นหุ้น Defensive ที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ ขณะที่เงินปันผลระหว่างกาล 0.16 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 1.2% ส่วน บล.กรุงศรี ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมราคาเป้าหมาย 19 บาทต่อหุ้น และเลือก TRUE เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ของกลุ่มโทรคมนาคม จากแนวโน้มกำไรต่อหุ้นที่เติบโตโดดเด่น และโอกาสเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลในระยะยาว

