
“สุเชษฐ์” ชี้ SET อ่อนตัวหลุด 1,500 จุด รอผลเลือกตั้งสหรัฐ-เจรจาอิหร่าน ชู 5 หุ้นเก็งกำไร
“สุเชษฐ์” บล.เอเอสแอล ประเมิน SET อ่อนตัว หลังแรงขายหุ้นกลุ่มแบงก์ พลังงาน และเทคโนโลยีกดดัน จับตาแนวรับ 1,500 จุด หากหลุดเสี่ยงลงทดสอบ 1,450 จุด รอผลเลือกตั้งสหรัฐฯ และเจรจาสันติภาพอิหร่าน ชู 5 หุ้นเก็งกำไร ITC-HMPRO-CK-NCAP-AOT
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 พ.ย. 2569) นายสุเชษฐ์ สุขแท้ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายมีเดียมาร์เก็ตติ้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด หรือ ASL เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับตัวลดลง สะท้อนจากการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีทิศทางอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มูลค่าการซื้อขายภายในประเทศชะลอตัว
ทั้งนี้ แรงขายส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน และเทคโนโลยี ส่งผลให้ภาพรวมตลาดยังขาดปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ประกอบกับนักลงทุนอยู่ระหว่างรอติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก
สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียในช่วงเช้า พบว่าตลาดหุ้นหลายแห่งปรับตัวลดลง โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ลดลง 176 จุด ไต้หวันลดลง 518 จุด จีนลดลง 21 จุด สิงคโปร์ลดลง 30 จุด ฟิลิปปินส์ลดลง 4 จุด และอินโดนีเซียลดลง 37 จุด สะท้อนบรรยากาศการลงทุนที่ยังคงมีความระมัดระวัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ
นายสุเชษฐ์กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์นี้มีโอกาสเคลื่อนไหวในลักษณะปรับฐาน เพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ภายหลังการเลือกตั้ง โดยประเมินว่าระดับ 1,500 จุด เป็นแนวรับสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากดัชนีปรับตัวลดลงหลุดระดับดังกล่าว อาจมีความเสี่ยงที่จะอ่อนตัวลงไปทดสอบบริเวณ 1,450 จุด
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเริ่มมีสัญญาณความพยายามในการคลี่คลายความตึงเครียด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามว่าการเจรจาดังกล่าวจะสามารถนำไปสู่ข้อตกลงยุติความขัดแย้งได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่
ทั้งนี้ หากการเจรจาสามารถบรรลุข้อตกลงและนำไปสู่การยุติความขัดแย้งได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดทุนทั่วโลก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวในช่วงปลายปี
โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรป ซึ่งเริ่มปรากฏสัญญาณการฟื้นตัว แม้ก่อนหน้านี้นักลงทุนจะมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามค่อนข้างมาก โดยนายสุเชษฐ์มองว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายอย่างเป็นรูปธรรม ตลาดหุ้นยุโรปอาจเป็นหนึ่งในตลาดที่มีบทบาทนำต่อการฟื้นตัวของตลาดหุ้นทั่วโลก
ส่วนทิศทางราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ประเมินว่า หากราคายังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นระดับที่ตลาดยังสามารถรับมือได้ แต่หากสถานการณ์สงครามกลับมารุนแรงและผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในระยะถัดไป
นอกจากนี้ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยหากพรรครีพับลิกันสูญเสียที่นั่งในสภาคองเกรส และพรรคเดโมแครตสามารถเพิ่มจำนวนที่นั่งได้ อาจส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวม อย่างไรก็ตาม ยังต้องประเมินผลกระทบต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศภายหลังการเลือกตั้งอีกครั้ง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นายสุเชษฐ์แนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวัง โดยเน้นการเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีแนวรับชัดเจน และพิจารณาจังหวะเข้าลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น โดยมีหุ้นที่น่าสนใจจำนวน 5 หลักทรัพย์ ได้แก่ ITC, HMPRO, CK, NCAP และ AOT
เริ่มจาก บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ซึ่งราคาหุ้นมีทิศทางอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าผู้ที่ถือหุ้นอยู่สามารถถือต่อเพื่อรอทดสอบแนวต้านบริเวณ 17.80 บาท ส่วนผู้ที่ยังไม่มีหุ้นอาจพิจารณาเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงบริเวณ 16.50-16.70 บาท โดยมีแนวรับสำคัญที่ 16.50 บาท ทั้งนี้ มองว่าหุ้นดังกล่าวยังเหมาะสำหรับการลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น
ถัดมา บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ซึ่งผลประกอบการยังอยู่ในลักษณะทรงตัว ไม่ได้มีการเติบโตโดดเด่นมากนัก โดยประเมินแนวรับที่ 6.00-6.15 บาท และแนวต้านที่ 6.90-7.00 บาท ซึ่งเป็นกรอบราคาที่นักลงทุนสามารถใช้ประกอบการพิจารณาจังหวะเข้าลงทุนในระยะสั้น
ขณะที่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ราคาหุ้นปรับตัวอ่อนลงสอดคล้องกับภาพรวมตลาด โดยประเมินแนวรับที่ 16.40 บาท และแนวต้านบริเวณ 17.00-17.50 บาท ซึ่งเป็นกรอบการเคลื่อนไหวที่นักลงทุนควรติดตามสำหรับการวางกลยุทธ์ซื้อขาย
ส่วน บริษัท เน็คซ์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ NCAP มีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง ซึ่งอาจส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงิน โดยประเมินแนวรับที่ 3.20 บาท และแนวต้านที่ 3.50 บาท สำหรับใช้พิจารณาจังหวะการลงทุนระยะสั้น
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่คาดหวังการฟื้นตัวของตลาด โดยเฉพาะ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งมองว่าระดับราคาบริเวณ 57 บาท เป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับพิจารณาเข้าลงทุน ขณะที่ประเมินแนวต้านไว้ที่ 65 บาท