โบรกฯยก JMART ดาวรุ่งปี 64 กำไรโตทะลุ 1 พันลบ. ชูเป้า 31.50 บ.


บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ มองว่า บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART จะมีกำไรสุทธิทำสถิติใหม่อีกครั้งได้ใน 12-24 เดือนข้างหน้า จากส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วย 1) 53% จาก JMT ที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน ยอดจัดเก็บเงินสดและพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพยังขยายตัวตาม NPL ในระบบที่ยังเป็นขาขึ้น

และ 2) 16% จาก SINGER ที่เทิร์นอะราวด์จากการปรับปรุงคุณภาพสินเชื่อด้วยเทคโนโลยีติดตามลูกหนี้และกลยุทธ์ที่ถูกต้องในธุรกิจจำนำทะเบียนฯ เดินหน้าขยายสินเชื่อแบบไตรมาส-ไตรมาส เติบโตได้ต่อจากการขยายแฟรนไชส์ในธุรกิจเช่าซื้อ (HP) หนุนกำไรสุทธิปีนี้ 32% จากปีก่อน ขณะธุรกิจมือถือ-J เริ่มสร้างฐานกำไรได้ 50-150 ล้านบาท /ปี จากการปรับลดต้นทุนคงที่ และกลับมาเติบโตจากปีก่อน ประเมินกำไรสุทธิปี 2564 ของ JMART เท่ากับ 1,081 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน

ทั้งนี้ JMART ได้ก้าวผ่านจากร้านมือถือสู่การเป็นบริษัทแม่มาแรงในเครือธุรกิจการเงินซึ่งคิดเป็น 80% ของกำไรการปรับโครงสร้างเป็นบริษัทนักลงทุน (Investment Holding Company) สร้างเติบโตแบบ J-Curve ทีครบวงจรตั้งแต่ต้น-ปลายน้ำในธุรกิจพาณิชย์-การเงิน (ขายสินค้า-ปล่อยหนี้-บริหารหนี้) ที่ Synergy กัน เราเห็นความน่าสนใจใน 3 แง่มุม i) กำไรที่เดินหน้าทำสถิติใหม่ ii) กลยุทธ์การเติบโตบนตลาดที่ใหญ่กว่ามาต่อยอด S-Curve ใหม่ และ iii) Valuation ที่ยังต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง ขณะที่ยังมีหลายบริษัทในเครือที่รอปลดล็อคการเติบโตเป็น Upside risk ต่อประมาณการในอนาคต

ส่วนประเด็นการจับมือกับ KB Kookmin Card จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของ Jfintech (KBJ) ในธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งในด้านแหล่งเงินทุน-ต้นทุนการเงินที่ต่ำ-เทคโนโลยี จาก i) พอร์ตสินเชื่อขยับจาก 3.5 เป็น 5 พันล้านบาท ภายในสิ้นปี เพิ่มขึ้น 47% จากปีก่อนปลดล็อคหลังทรงตัวมาตลอด 2 ปี ไม่มีข้อจำกัดด้านทุนอีกต่อไป ii) NIM ขยายตัวขึ้นจาก 18% เป็น 20% ขึ้นจากต้นทุนดอกเบี้ยลดลง 150 bps iii) การตั้งสำรองลดลง ตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น %NPL 5% ลดลงมาใกล้เคียงอุตสาหกรรม ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นเป็น 177 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% จากปีก่อน และ CAGR เพิ่มขึ้น 55% ในสามปีข้างหน้าก่อนเข้าสู่ธุรกิจบัตรเครดิต

ทั้งนี้ หากหามูลค่าของบริษัทด้วยวิธี SOTP จากการประเมินบริษัทในเครือตามสัดส่วนที่ถือหุ้นและให้ส่วนลด 10% (JMT+SINGER+Mobile+J+KBJ : 20.3+4.8+3.5+1.5+1.2 บาทต่อหุ้น) คิดเป็น P/E’64 ที่ 27 เท่า ใกล้เคียงกับการเติบโตของกำไรในปีนี้ที่ เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี 33 เท่า เรายังเห็น Upside risk บนมูลค่าของ JVC ที่เป็น Tech Company หากสำเร็จในการพัฒนา Platform จะส่งผลต่อมูลค่าบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น เริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 31.50 บาท

Back to top button