BAM วิ่ง 3% เก็งผลงานปี 64 โตแตะ 6 พันลบ.-ปั้น 3 บ.ย่อยลุยโฮลดิ้งคอมพานี


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ล่าสุด ณ เวลา 10.34 น. อยู่ที่ 22.10 บาท บวก 0.60 บาท หรือ 2.79% สูงสุดที่ 22.30 บาท ต่ำสุดที่ 21.70 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1.35 พันล้านบาท

ทั้งนี้ นายบัณฑิต อนันตมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM เปิดเผยว่า บริษัทคาดกำไรสุทธิปีนี้จะกลับมาใกล้เคียงกับปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 6,549.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 256% จากปี 2563 ที่กำไรสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 1,840.62 ล้านบาท หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น จึงเชื่อมั่นว่ากำไรสุทธิจะกลับไปเท่ากับในอดีตได้ เนื่องด้วยสัดส่วนกำไรจากหนี้เสีย หรือ NPL, ทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA และรายได้ดอกเบี้ยก็เริ่มปรับตัวดีขึ้นมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2563

นอกจากนี้ บริษัทก็อยู่ระหว่างการศึกษาในการจัดตั้ง 3 บริษัทลูก ประกอบด้วย บริษัทบริหารลูกหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน (Clean Loan), บริษัทประเมินราคาสินทรัพย์ และบริษัทปรับปรุงคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งเพื่อต่อยอดการเติบโตของธุรกิจ พร้อมทั้งปลดล็อกข้อจำกัดของการเป็นเพียงบริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ (AMC) ที่จะต้องดำเนินงานภายใต้กฎเกณฑ์และเงื่อนไขของการควบคุมธุรกิจ AMC ทำให้การต่อยอดธุรกิจของ BAM ทำได้ค่อนข้างจำกัด คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายในปลายปี 2564

ด้าน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ “Outperform” BAM ราคาเป้าหมาย 26.20 บาท/หุ้น หลังจากที่ COVID-19 กดดันการเติบโตของธุรกิจมาตลอดปี 2563 ผู้บริหารของ BAM ตั้งเป้าจะเร่งฟื้นธุรกิจ โดยตั้งเป้าจะเพิ่มยอดการติดตามหนี้เป็น 1.7 หมื่นล้านบาท (จาก 1.3 หมื่นล้านบาทในปี 2563)

โดยตั้งเป้าอัตราการเติบโตไว้ที่ 33% ในปี 2564 และจากนั้นจะโตอย่างมีเสถียรภาพที่ปีละประมาณ 9-10% ในช่วงปี 2565-2568 นอกจากนี้การติดตามหนี้จะมุ่งเน้นไปที่สินทรัพย์ที่มีมาร์จิ้นสูงมากขึ้นเพื่อเพิ่มมาร์จิ้นให้สูงกว่า 57% ในปี 2563 ซึ่งการจะโตได้ตามเป้าที่วางไว้ บริษัทวางแผนจะเร่งกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อเพิ่มรายได้จากการผ่อนชำระค่างวดเป็นประมาณ 150 ล้านบาท/เดือน หรือประมาณ 1.8 พันล้านบาท และเร่งการขาย NPA

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าติดตามหนี้ในไตรมาสที่ 1/2564 ไว้ที่ 3.2 พันล้านบาท และในไตรมาสที่ 2/2564 ไว้ที่ 5.6 พันล้านบาท โดยบริษัทกำลังเจรจาอยู่หลายดีล ทั้งที่ดินแปลงใหญ่ และการใช้กลยุทธ์ด้านราคา ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถติดตามหนี้ได้ตามเป้า และรักษาโมเมนตัมการเติบโตของการติดตามหนี้เอาไว้ได้

Back to top button