“ฟินันเซีย” แนะสอย SSP เป้าใหม่ 20 บ. ชี้ 3 ปีกำไรโต “ออลไทม์ไฮ”


บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เผยแพร่บทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 16 บาท เป็น 20 บาท/หุ้น เพื่อสะท้อนการคาดการณ์กำไรต่อหุ้นในปี 2564-2566  รวมถึงการ Dilution ของกำไร จากการจ่ายหุ้นปันผลและการใช้สิทธิของ SSP-W1 ซึ่งน่าจะถูกชดเชยจากกำไรของโครงการลมเฟส 2 ในเวียดนาม (38.4 MW) ในปี 2564 และโครงการ Solar rooftop ในอินโดนีเซีย (21.1 MW)

“เรามีมุมมองเชิงบวกกับการเติบโตของกำไรในอนาคตของ SSP เราคาดการณ์ว่ากำไรจะเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 25.5%  ในปี 2563-2566  จากการประมาณการ SSP จะมีกำไรต่อหุ้นเติบโต  18.4% , 25.6%  และ 14.8% ในปี 2564 2565 2566  ตามลำดับ และกำไรสุทธิเติบโต 37.1% , 25.6% และ 14.8% ในปี 2564 ,2565, 2566  ตามลำดับ

เราคาดการณ์ว่าอัตรากำไรต่อหุ้นของ SSP จะได้รับผลกระทบจาก Dilution แค่ปี 2564 แต่หลังจากปี 2564 กำไรต่อหุ้นจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากการเติบโตของโครงการใหม่ ซึ่งใช้เงินลงทุนจากการออก SSP-W1 จำนวน 101.42 ล้านหน่วย ที่ราคาใช้สิทธิ 12 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงิน 1.2 พันล้านบาท”

พร้อมยังเชื่อว่ากำไรของ SSP จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2564-2566  จากการเติบโตของโครงการใหม่ โดยกำลังการผลิตมีโอกาสเติบโต 140% หรือ 162 MW ในปี 2563-2567 จาก 118 MW ในปี 2562 การเติบโตของโครงการสำคัญสำคัญประกอบด้วย 1.โครงการ Solar rooftop ในอินโดนีเซีย (21 MWe) เริ่ม COD ปี 2563-2565 2. โครงการยามากะในญี่ปุ่น (27 MW) (ถือหุ้น 90% เริ่ม COD ปี 2563 ) 3. โครงการลีโอ 1 (20 MW) (ถือหุ้น 100% เริ่ม COD ไตรมาส3/64 ) 4.โครงการลม เฟส 1 ในเวียดนาม (ถือหุ้น 80% เริ่ม COD ไตรมาส3/65) และ 6.โครงการลม เฟส 2 ในเวียดนาม (ถือหุ้น 80% เริ่ม COD ปี 2567)

อย่างไรก็ตาม แม้ SSP จะเพิ่มจำนวนหุ้น 447.17 ล้านหุ้น เราคิดว่าการ Dilution จะเกิดจากการจ่ายหุ้นปันผล 10% (92.2 ล้านหุ้น) และ SSP-W1 (253.55 ล้านหุ้น) เนื่องจาก SSP-W2 (253.55 ล้านหุ้น) ยังมีสถานะเป็น Out of money และยังไม่มีการใช้สิทธิในเร็วๆนี้ จนกว่าราคาหุ้นจะเกิน 18-24 บาท/หุ้น ซึ่งราคาใช้สิทธิจะถูกประกาศในเดือน เมษายน 2564

ด้านนายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SSP กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้ารายได้ในปี 2564 เติบโต 20% ซึ่งจะเป็นผลจากการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ที่จะจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในปีนี้ 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการ Leo เฟส 1 ในญี่ปุ่น ขนาดกำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ภายในไตรมาส 3/64 และโครงการไฟฟ้าพลังงานลมที่ เวียดนาม กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ในไตรมาส 4/64 ขณะที่ Leo เฟส 2 กำลังการผลิต 16.4 เมกะวัตต์ โดยผ่านขั้นตอนของสิ่งแวดล้อมแล้ว คาดว่าจะก่อสร้างได้ภายในปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า

อีกทั้ง ยังอยู่ระหว่างศึกษาการเข้าร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนประเภทอื่นเพิ่มเติมที่ไม่ใช่โซลาร์ เข้ามาในพอร์ต ซึ่งคาดว่าจะได้ความชัดเจนภายในไตรมาส 2 ปีนี้ และอยู่ระหว่างการศึกษาพลังงานลมเพิ่มเติมจากเวียดนาม โดยประเทศที่สนใจอยู่ในขณะนี้ คือ ไต้หวัน และญี่ปุ่น คาดว่าจะได้ความชัดเจนภายในปีนี้ สำหรับประเทศไทยก็มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมโรงไฟฟ้าชุมชน และSolar Rooftop ด้วย

ทั้งนี้ บริษัทฯยังตั้งเป้าหมาย COD มากกว่า 400 เมกะวัตต์ ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีทั้งสิ้น 145 เมกะวัตต์

Back to top button