
TU ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 4% ชูธุรกิจ “อาหารสัตว์เลี้ยง” ตัวขับเคลื่อน
TU ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 3–4% จากแรงหนุนธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารสัตว์ ขณะที่สินค้า Ambient และ Frozen ยังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนรายได้กลุ่ม Pet Care และ Value-Added แตะ 23–25% ภายในปี 2572 เพื่อยกระดับความสามารถทำกำไรระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวภิญญดา แสงศักดาหาญ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัทในงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 132,719 ล้านบาท โดยยอดขายเชิงปริมาณ (Volume) เติบโต 2.5% ขณะที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,508 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในปี 2568 อยู่ที่ 18.9% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และคาดว่าในปี 2569 อัตรากำไรดังกล่าวจะยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรในกลุ่มสินค้าอาหารที่เก็บในอุณหภูมิห้องได้ (Ambient) และอาหารทะเลแช่แข็ง (Frozen)
TU สำหรับแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตประมาณ 3–4% จากปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Care) และธุรกิจอาหารสัตว์ (Feed) ขณะที่กลุ่มสินค้าอาหารที่เก็บในอุณหภูมิห้องได้ (Ambient) และอาหารทะเลแช่แข็ง (Frozen) ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความขัดแย้งในบางภูมิภาคของโลก อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงาน เนื่องจากไม่ได้ใช้เส้นทางขนส่งผ่านพื้นที่ที่มีความเสี่ยงดังกล่าว แม้ระยะเวลาในการขนส่งสินค้าอาจเพิ่มขึ้นบ้างจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป บริษัทระบุว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่วางไว้ที่ 3–4% ขณะเดียวกัน แนวโน้มความต้องการสินค้ามีโอกาสปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งอาจช่วยให้การดำเนินธุรกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น
ส่วนในระยะยาว บริษัทมีแผนเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและกลุ่มสินค้า Value-Added ให้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของพอร์ตโฟลิโอ โดยคาดว่าภายในปี 2572 สัดส่วนรายได้จากธุรกิจดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 23–25% ของรายได้รวม เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า 20% และจะช่วยสนับสนุนการเติบโตและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในระยะยาว

