“ศุลกากร” แฉกลโกงซุกขยะอิเล็กฯ ปนเศษโลหะ จ่อแบน-ปรับ 5 แสนต่อตู้

กรมศุลกากรแฉกลโกงบดแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปนเศษโลหะ ตบตาเครื่อง X-Ray เร่งสกัดขยะพิษนำเข้า เตรียมเสนอแบนเศษโลหะบางประเภท พร้อมยกระดับโทษปรับ 500,000 บาทต่อตู้ หากพบโรงงานกระทำผิดสั่งปิดทันที หลังจับกุมขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 10.29 ล้านกิโลกรัม


นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้ยกระดับมาตรการปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่แฝงมากับตู้สินค้าเศษโลหะผ่านท่าเรือแหลมฉบัง มุ่งหน้าสู่พื้นที่เป้าหมายหลักในจังหวัดระยองและปราจีนบุรี ล่าสุด ได้จับกุมตู้สินค้าในพื้นที่ระยองที่สำแดงเท็จเป็น “เศษโลหะ” จากประเทศสเปน ซึ่งนำเข้าผ่านบริษัท International Trading และได้ทำการอายัดไว้ 2 ตู้ พร้อมขยายผลอายัดตู้สินค้าของบริษัทเดียวกันเพิ่มเติมที่ท่าเรือแหลมฉบังอีก 9 ตู้ ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

โดยจากการตรวจสอบเส้นทางเป้าหมายในจังหวัดปราจีนบุรี พบว่าดำเนินการโดยบริษัทกลุ่มทุนจีน อีกทั้งยังมีกลุ่มมิจฉาชีพได้ใช้วิธีบดหรือตัดชิ้นส่วนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ให้ปะปนมากับเศษโลหะ ทำให้เครื่อง X-Ray ไม่สามารถแยกแยะความผิดปกติได้ เนื่องจากมีความหนาแน่นใกล้เคียงกัน ประกอบกับศุลกากรเผชิญข้อจำกัดด้านปริมาณตู้สินค้าเศษโลหะที่มีสูงถึงเกือบ 160,000 ตู้ในปีงบประมาณ 2569 จากปริมาณตู้เข้า–ออกท่าเรือแหลมฉบังรวมกว่า 10 ล้านตู้ต่อปี

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตรวจสอบมีค่อนข้างจำกัด สามารถเปิดสุ่มตรวจได้เพียงวันละ 3–4 ตู้ และในทางกายภาพไม่สามารถเทกองสินค้าหนัก 30 ตัน เพื่อตรวจสอบบริเวณหน้าท่าเรือได้

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่มีต้นทางมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาบาเซิล (Basel Convention) รวมถึงประเทศญี่ปุ่นที่เป็นภาคีแต่ไม่มีข้อห้ามการส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนสเปนที่เป็นภาคีและมีข้อห้ามเข้มงวดก็ยังพบการลักลอบหลุดรอดมาได้เช่นกัน

นายพันธ์ทอง กล่าวเพิ่มเติมว่า การลักลอบข้างต้นถือเป็นการฉวยโอกาสจากนโยบายที่ไทยอนุญาตให้เปิดโรงงานรีไซเคิลและหลอมโลหะตั้งแต่ปี 2559 จนปัจจุบันมีมากกว่า 1,000–2,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้มีการแอบนำขยะพิษมาปะปนกับเศษโลหะที่ถูกต้อง

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา กรมศุลกากรได้บูรณาการร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ ปรับวิธีการทำงานโดยจะอายัดตู้สินค้าและส่งไปเปิดเทกองตรวจพิสูจน์ร่วมกันที่โรงงานปลายทาง ซึ่งมีเครื่องมือและพื้นที่พร้อมกว่าหน้าท่าเรือ พร้อมทั้งยกระดับมาตรการลงโทษจากเดิมที่บังคับส่งกลับประเทศต้นทาง เป็นการสั่งปรับในอัตรา 500,000 บาทต่อตู้ ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงกว่าราคาสินค้าต่อตู้ เพื่อป้องปรามผู้ประกอบการอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ เตรียมออกมาตรการระยะยาว โดยเสนอให้พิจารณาสั่งห้ามนำเข้าเศษโลหะบางประเภทในลักษณะเดียวกับที่เคยห้ามนำเข้าเศษพลาสติก เนื่องจากไม่สามารถสุ่มตรวจการปนเปื้อนได้ 100% และหากการเปิดตรวจที่โรงงานพบการกระทำความผิด จะดำเนินมาตรการสั่งปิดโรงงานทันที บังคับส่งกลับสินค้า และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินในการทำลายขยะพิษ หลังจากรอบปีงบประมาณที่ผ่านมา ศุลกากรจับกุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้รวมกว่า 10.29 ล้านกิโลกรัม และต้องผลักดันส่งกลับถึง 5 ล้านกิโลกรัม

Back to top button