“กรมศุล” โชว์จับขยะพิษ 243 ล้านบาท พุ่ง 4 เท่า ชงปิดช่องเทรดดิ้งนำเข้า

“พันธ์ทอง” เผยจับขยะพิษปีงบ 69 มูลค่า 243.1 ล้านบาท สูงสุดรอบ 5 ปี พร้อมชงกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มนำเข้า จำกัดสิทธิเฉพาะโรงงานมีใบอนุญาต ห้ามนำเข้าเศษวัสดุแบบเทกอง สกัดขยะพิษข้ามชาติ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ต.ค.69) นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2569 มีการจับกุมของเสียอันตราย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เศษพลาสติก และขยะเทศบาล รวมมูลค่า 243.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่อยู่ที่ 58.6 ล้านบาท นับเป็นสถิติการจับกุมสูงสุดในรอบ 5 ปี คิดเป็นสัดส่วนถึง 75% ของมูลค่าการจับกุมสะสมในช่วงดังกล่าว ซึ่งอยู่ที่ 323.4 ล้านบาท

ขณะที่ผลการตรวจสอบตู้สินค้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสจำนวน 861 ตู้ พบการกระทำผิด 89 ตู้ และอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบอีก 74 ตู้ โดยกรมศุลกากรได้ส่งมอบข้อมูล บริษัทนำเข้า 7 แห่ง พร้อมรายละเอียดหมายเลขตู้สินค้าทั้งหมดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ส่วนการผลักดันขยะพิษกลับประเทศต้นทางยังมีความล่าช้า เนื่องจากต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เปิดให้นำเข้าเศษโลหะและเศษกระดาษได้อย่างเสรีมาเกือบ 10 ปี เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมรีไซเคิล และกำลังเผชิญกับปัญหามุมมองที่ขัดแย้งกัน ซึ่งในทางกฎหมายฝั่งผู้ประกอบการจะมองเป็นวัตถุดิบในการผลิต ส่วนประชาชนมองเป็นขยะ เนื่องจากก่อให้เกิดกากอุตสาหกรรม สารพิษ ผงสีดำ และผงสีเทาที่เป็นอันตราย

สำหรับประเทศไทยมีการนำเข้าเศษโลหะและเศษกระดาษสูงถึง 6,400 ล้านกิโลกรัมต่อปี แบ่งเป็นเศษโลหะ 3,200 ล้านกิโลกรัม และเศษกระดาษ 3,200 ล้านกิโลกรัม โดยเฉพาะเศษโลหะมีการนำเข้าสูงกว่า 160,000 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น หลังจีนประกาศนโยบายห้ามนำเข้าขยะ ทำให้โรงงานรีไซเคิลและขยะย้ายฐานไหลทะลักเข้าสู่ไทยอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การตรวจค้นตู้สินค้าของกรมศุลกากรมีข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากในแต่ละปีมีตู้สินค้าผ่านเข้าออกไทยราว 11-13 ล้านตู้ และใช้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือหลัก ซึ่งเทคโนโลยีการสแกนเอกซเรย์ (X-ray) ไม่สามารถแยกแยะขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือขยะปนเปื้อนได้ เช่น แผงวงจรเขียว สายชาร์จ พาวเวอร์แบงก์ หน้ากากอนามัย และขวดแก้ว ที่ซุกซ่อนอยู่ในตู้เศษโลหะในลักษณะเทกอง

ส่วนการตรวจค้นยังมีข้อจำกัดด้านกำลังคนและเวลา โดยการเปิดตรวจ 100% ทุกตู้ทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ แม้จะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทั้งหมด แต่ยังสามารถตรวจสอบได้เพียงไม่เกิน 30 ตู้ต่อวันเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังมีช่องโหว่ในการนำเข้า โดยผู้ประกอบการโรงงานรายใหญ่หลีกเลี่ยงการนำเข้าในนามตนเอง และใช้บริษัทตัวแทน (Trading Companies) หลายร้อยแห่งเป็นผู้สั่งนำเข้าแทน ซึ่งหากมีการตรวจพบความผิดจะมีการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) และปิดตัวลง พร้อมเปิดบริษัทใหม่ขึ้นมาแทน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการกักตู้สินค้าและการถูกตรวจเข้มใหม่ไปเรื่อย ๆ

“ปัจจุบันยังขาดระบบติดตามกากพิษ เพราะโรงงานรีไซเคิลมักอ้างว่าจ้างบริษัทอื่นไปกำจัดกากขยะพิษต่อ แต่ไม่มีระบบตรวจสอบว่านำไปกำจัดอย่างถูกต้องหรือไม่ ทำให้กากพิษถูกนำไปฝังกลบหรือทิ้งในพื้นที่ชุมชน อาทิ จังหวัดปราจีนบุรี ชลบุรี และระยอง” นายพันธ์ทอง กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรไม่มีอำนาจสั่งห้ามนำเข้าโดยตรง เนื่องจากเป็นอำนาจของกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าต่างประเทศ เบื้องต้นได้มีการนำเสนอมาตรการ 2 ด้าน ดังนี้

1. กำหนดคุณสมบัติผู้นำเข้าต้องเป็นโรงงานที่ได้มาตรฐานและมีใบอนุญาตจริงเท่านั้น (ห้ามบริษัท Trading)

2. กำหนดห้ามนำเข้าในลักษณะเทกองหรืออัดก้อน ซึ่งจะต้องนำเข้าเฉพาะเศษวัสดุที่สะอาดและตรวจสอบได้ง่าย

“ศุลกากรต้องการเปิดให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูล สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือจับ ซึ่งในยุคเราจับกุมมากที่สุดในรอบ 5 ปี” นายพันธ์ทอง กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“กรมการค้าต่างประเทศ” ชงห้ามนำเข้าเศษโลหะ–เศษยาง สกัดขยะพิษทะลักไทย

Back to top button