“กรมศุล” ลุยปรับโครงสร้างภาษี หวังสกัด “เหล็กจีน” ทุ่มตลาดไทย

“พันธ์ทอง” แจงข่าวลือปรับภาษีนำเข้าเหล็กจีน ยันไม่ขึ้นภาษีแบบก้าวกระโดด เร่งจัดระเบียบโครงสร้างภาษีหวังสกัดการทุ่มตลาด ปกป้องผู้ผลิตไทย ฟากเอกชนห่วงต้นทุนพุ่ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า จากกระแสข่าวปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าและมาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดของสินค้าประเภทเหล็กและเหล็กกล้าจากประเทศจีนนั้น เบื้องต้นยืนยันว่าจะไม่ใช้วิธีปรับขึ้นภาษีแบบก้าวกระโดด และจะประเมินความเหมาะสมในแต่ละขั้นตอน

ทั้งนี้ อาจมีการปรับโครงสร้างภาษีของสินค้าแต่ละประเภททั้งระบบอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะสินค้าประเภทเหล็กจากจีน ซึ่งครองสัดส่วนอันดับ 1 ของปริมาณการนำเข้าเหล็กทั้งหมดของไทย โดยผู้นำเข้าส่วนใหญ่ใช้สิทธิภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) เพื่อเลี่ยงอัตราภาษีและเกณฑ์การตรวจสอบบังคับ

“ที่ผ่านมา มีการใช้สิทธิความตกลงการค้าเสรี และได้รับยกเว้นอากรนำเข้าเหลือ 0-5% ส่งผลให้เหล็กเข็มพืดราคาถูกจากโรงงานจีนทะลักเข้ามากดดันราคา และแย่งส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตในประเทศ” นายพันธ์ทอง กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องการจัดระเบียบโครงสร้างภาษีศุลกากร และเพิ่มความเข้มงวดในการใช้สิทธิภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ควบคู่กับการเยียวยาทางการค้าและป้องกันการทุ่มตลาด

นอกจากนี้ ยังได้ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

ด้านแหล่งข่าวจากบริษัทเอกชนผู้จัดจำหน่ายและนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็ก เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า หากรัฐบาลตัดสินใจปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กจากจีน ท้ายที่สุดผู้ประกอบการจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้า แม้จะช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีให้แก่ภาครัฐ แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับเป็นการเพิ่มต้นทุนให้แก่กลุ่มผู้รับเหมาไทย

ดังนั้น ภาครัฐควรรักษาสมดุลทางนโยบายอย่างรอบคอบ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงเงื่อนไขการใช้สิทธิตามมาตรา 21 ทวิ โดยเฉพาะการกำหนดกรอบให้สิทธินำเข้าเฉพาะบริษัทที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง และได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อรับประกันความปลอดภัยตามมาตรฐานเท่านั้น

Back to top button