“ดาวโจนส์” ปิดลบ 167 จุด นักลงทุนถล่มขาย “หุ้นเทค” กังวลแข่งขัน AI

ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 166.67 จุด ขณะที่ Nasdaq อ่อนตัวกว่า 1.4% จากแรงขายหุ้นเทคโนโลยี ท่ามกลางความกังวลการแข่งขันด้าน AI อาจกดดันอัตรากำไรในระยะถัดไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบในคืนวันอังคาร (3 ก.พ.69) จากแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนว่าการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น อาจกดดันอัตรากำไรของบริษัทเทคโนโลยีในระยะถัดไป หลังหลายบริษัททุ่มงบลงทุนด้าน AI มหาศาล

โดย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 49,240.99 จุด ลดลง 166.67 จุด หรือ 0.34% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,917.81 จุด ลดลง 58.63 จุด หรือ 0.84% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่  23,255.19 จุด ลดลง 336.92 จุด หรือ 1.43%

แรงกดดันหลักมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งถูกเทขายอย่างต่อเนื่อง หลังนักลงทุนเริ่มระมัดระวังในการเลือกลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และมองหาบริษัทที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่วัดผลได้จริงจากการลงทุนดังกล่าว โดยความกังวลดังกล่าวถูกตอกย้ำจากการที่บริษัทเทคโนโลยีหลายรายต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้มาร์จิ้นอาจถูกบีบในอนาคต

หุ้นยักษ์ใหญ่ด้าน AI อย่าง Nvidia และ Microsoft ร่วงลงเกือบ 3% ขณะที่หุ้น Alphabet ปรับตัวลง 1.2% ก่อนรายงานผลประกอบการในวันถัดไป และหุ้น Amazon ลดลง 1.8% ก่อนประกาศผลประกอบการเช่นกัน

ในเชิงกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ปิดในแดนลบ โดยกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงแรงที่สุด 2.17% ตามด้วยกลุ่มบริการด้านการสื่อสารที่ลดลง 1.28% สะท้อนการโยกเงินออกจากหุ้นเติบโต ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด พุ่งขึ้น 3.3% ตามด้วยกลุ่มวัสดุที่เพิ่มขึ้น 2%

หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์หลายรายถูกเทขายอย่างหนัก โดย ServiceNow ร่วงลง 7% ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นปรับตัวลงแล้วกว่า 28% ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีรายอื่นเผชิญแรงขายในทิศทางเดียวกัน สะท้อนความกังวลของตลาดต่อการแข่งขันจากบริษัทที่ใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ

ในกลุ่มเฮลธ์แคร์ หุ้น Pfizer ร่วงลง 3.3% แม้บริษัทจะรายงานกำไรและรายได้ไตรมาส 4/2568 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ขณะที่ในฝั่งหุ้นที่ปรับตัวสวนตลาด หุ้น PepsiCo พุ่งขึ้น 4.9% หลังประกาศลดราคาสินค้าแบรนด์หลัก เช่น Lay’s และ Doritos เพื่อกระตุ้นยอดขาย

ส่วนหุ้น Walmart พุ่งขึ้นเกือบ 3% และกลายเป็นบริษัทค้าปลีกรายแรกที่มีมูลค่าตลาดทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หลังเดินหน้าลงทุนด้าน AI และระบบอัตโนมัติในห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง

ภาพรวมการซื้อขายสะท้อนบรรยากาศการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังหุ้นเทคโนโลยีปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า ขณะที่นักลงทุนเริ่มเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น และหันไปให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI อย่างเป็นรูปธรรม

Back to top button