
“ราคาน้ำมันดิบ” พุ่งนิวไฮรอบ 6 เดือน หลัง “ทรัมป์” ขีดเส้น 10 วัน กดดันอิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นเกือบ 2% ปิดที่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน ท่ามกลางความกังวลต่อความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังประธานาธิบดีทรัมป์ ขีดเส้นตาย 10 วัน ให้บรรลุข้อตกลงด้านโครงการนิวเคลียร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ปิดตลาดวันพฤหัสบดี (19 ก.พ.69) เพิ่มขึ้น 1.31 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.9% อยู่ที่ 71.66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.24 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.9% ปิดที่ 66.43 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นมากกว่า 4% ในวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้เบรนท์ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 และ WTI สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 สะท้อนแรงซื้อจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
แรงหนุนหลักมาจากความวิตกของตลาดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ เพิ่มกิจกรรมทางทหารในภูมิภาค โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าจะให้เวลาอิหร่านราว 10 วันในการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ มิฉะนั้นอาจพิจารณามาตรการที่เข้มข้นขึ้น
นายแอนดรูว์ ลิโปว์ ประธานบริษัทที่ปรึกษา Lipow Oil Associates ระบุว่า ราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนจาก “ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจโจมตีอิหร่านในอนาคตอันใกล้” พร้อมมองว่าตลาดยังคงซื้อขายภายใต้สมมติฐานว่าจะมีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมเกิดขึ้น
ด้านสำนักข่าวฟาร์สของอิหร่าน รายงานว่า อิหร่านมีแผนจัดการฝึกซ้อมทางทะเลร่วมกับรัสเซีย ภายหลังปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราวเพื่อการฝึกทางทหาร ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก โดยมีปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 20% ของการค้าทั่วโลกผ่านเส้นทางดังกล่าว
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดพลังงานยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเสี่ยงด้านอุปทานในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันในระยะถัดไป

